คลังความรู้ by Suwit – PAD K

  • In: ไม่มีหมวดหมู่
  • 2 Comments

แต่ก่อนนี้การเสริมวิตามินแร่ธาตุเป็นสิ่งที่ไม่ได้รับการสนับสนุน เพราะเชื่อว่ากินอาหารให้ครบหมวดหมู่ก็พอ แต่ข้อมูลการวิจัยในปัจจุบันได้ พลิกข้อแนะนำก่อนหน้านี้นั่นคือ การเสริมวิตามินแร่ธาตุรวมหรือมัลติวิตามิน เป็นสิ่งที่ปลอดภัยที่สุด ช่วยให้สุขภาพดี ป้องกันการขาดสารอาหาร รวมถึงการป้องกันโรคเรื้อรังต่างๆ

เสริมวิตามินแร่ธาตุรวมวันละเม็ดเพื่อประกันสุขภาพ
เนื่องจากมัลติวิตามินมีราคาถูกและปลอดภัย และส่วนใหญ่มีปริมาณวิตามินและแร่ธาตุเพียงพอที่จะช่วยลดความเสี่ยงโรคเรื้อ รัง ป้องกันหัวใจวาย มะเร็งลำไส้ใหญ่ เสริมสุขภาพสมองและเพิ่มภูมิต้านทาน แม้เราจะวางแผนในการกินที่ดีอย่างไร ก็ยากที่จะได้สารอาหารมากกว่า 40 ชนิดอย่างครบถ้วนสม่ำเสมอในแต่ละวัน นักวิจัยจึงแนะนำให้ผู้ใหญ่ทุกคนรับประทานมัลติวิตามินทุกวัน วันละ 1 เม็ด เป็นการประกันสุขภาพโดยเฉพาะผู้สูงอายุ เพราะนอกจากจะป้องกันการขาดสารอาหารแล้ว ยังช่วยเพิ่มภูมิต้านทานและลดความเสี่ยงโรคหัวใจอีกด้วย

มัลติวิตามิน อันตรายไหม
แม้การเสริมมัลติวิตามินและแร่ธาตุจะให้ประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่อาหารเสริมแต่ละยี่ห้อจะมีส่วนประกอบในปริมาณแตกต่างกัน แต่ถ้ามีองค์ประกอบวิตามินบางตัวมากเกินไปก็เป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ โดยเฉพาะถ้ามีวิตามินชนิดที่ละลายน้ำได้ (วิตามินเอ ดี อี เค) เกินขนาด เพราะร่างกายขจัดส่วนเกินของวิตามินเหล่านั้นออกจากร่างกายได้ยาก

การเสริมเกินขนาด มักจะเกิดกับผู้ที่เสริมวิตามินหลายขนาน จนเสี่ยงได้รับวิตามินเกินและอาจเป็นพิษต่อร่างกายได้ เช่น วิตามินเอเป็นพิษ ทำให้ม้ามและตับโต และอาจเพิ่มความเสี่ยงกระดูกสะโพกหักได้ แต่ถ้าได้เบต้าแคโรทีนมาก(ซึ่งร่างกายใช้เปลี่ยนไปเป็นวิตามินเอได้) จะไม่ก่อให้เกิดพิษเหมือนวิตามินเอ วิตามินดีมากเกินไปเป็นพิษทำลายไต เป็นต้น

การเสริมมัลติวิตามินควรเลือกวิตามินเอในรูปเรทตินอลไม่เกิน 3000 ไอยู เลือกวิตามินเอที่มาจากเบตาแคโรทีนเป็นเปอร์เซนต์หลักและที่เหลือมาจากเรทติ นอล นอกจากนี้ควรดูปริมาณธาตุเหล็กในมัลติวิตามิน สำหรับผู้ชายและหญิงวัยหมดประจำเดือนไม่จำเป็นต้องเลือกธาตุเหล็กในปริมาณ 100% ของปริมาณสารอาหารที่ควรได้รับประจำวัน (RDA) แต่เลือกเพียงแค่ 50% ก็เพียงพอ การได้รับธาตุเหล็กมากเกินไปอาจทำให้ร่างกายสะสมและเป็นอันตรายต่ออวัยวะบาง ส่วนได้ วิตามินบี 6 เป็นอีกตัวที่ควรระวังเพราะถ้าเสริมเกินขนาดอาจเป็นอันตรายต่อระบบประสาทได้

วิตามินบางตัวในมัลติวิตามิน จะไม่เคยมีปริมาณถึง 100% ของปริมาณสารอาหารที่ควรได้รับประจำวัน เช่น แคลเซียมและแมกนีเซียม เพราะจะทำให้วิตามินเม็ดโตเกินไปและกลืนลำบาก โดยส่วนใหญ่มัลติวิตามินจะมีปริมาณวิตามินดี 100% ของปริมาณสารอาหารที่ควรได้รับประจำวัน (400 ไอยู)

ปัจจุบันข้อมูลบ่งชี้ว่า ผู้ที่อายุ 70 ปีขึ้นไป ควรได้รับวิตามินดี วันละ 1000 ไอยู ซึ่งควรจะเลือกจากแคลเซียมที่มีวิตามินดีรวมอยู่ ผู้ที่บริโภคนมหรือผลิตภัณฑ์นมไม่ถึงวันละ 3 หน่วยบริโภค อาจต้องเลือกเสริมแคลเซียมเพิ่มเติม ส่วนแมกนีเซียมหาทานได้จากอาหารทั่วๆไป เช่น ผักใบเขียว ถั่วต่างๆ ปลา กรณีที่เสริมแคลเซียม ไม่ควรรับประทานพร้อมวิตามินรวมที่มีธาตุเหล็ก เพราะจะลดการดูดซึมซึ่งกันและกัน

วิตามินเคเป็นอีกตัวที่ช่วยให้กระดูกแข็งแรง แต่มัลติวิตามินส่วนใหญ่มีวิตามินเคน้อยกว่า100% ของปริมาณสารอาหารที่ควรได้รับประจำวัน หากต้องการเพิ่มก็เลือกเพิ่มเป็นตัวๆไปแต่ไม่ควรเพิ่มปริมาณมัลติวิตามิน เพราะจะเสี่ยงได้รับวิตามินตัวอื่นๆเกินระดับไปด้วย

เลือกเสริมวิตามินมื้อไหนดี
ควรเสริมหลังจากรับประทานอาหารเสร็จ โดยเลือกมื้อใหญ่ที่สุดเพื่อให้มีโอกาสดูดซึมมากที่สุดและลดอาการอาหารไม่ ย่อย หรืออาจเลือกเวลาที่สะดวกที่สุดของตัวเองแทนก็ได้ แต่สิ่งที่ผู้บริโภคต้อง จำให้ขึ้นใจคือ การเสริมเป็นเพียงตัวช่วยแต่ไม่สามารถแทนอาหารหลักได้ เพราะให้สารอาหารได้มากกว่าในวิตามินและแร่ธาตุเพียง 1 เม็ด โดยเฉพาะมีเส้นใยอาหาร สารต้านอนุมูลอิสระ และสารพฤกษเคมี สารต้านอนุมูลอิสระที่พบในผักผลไม้และธัญพืชบางชนิดอาจป้องกันโรคข้ออักเสบ ได้ด้วย

เลือกเสริมมัลติวิตามินและแร่ธาตุให้เป็น

* ตรวจวันหมดอายุบนฉลาก และจะต้องมีเครื่องหมาย USP (United States Pharmacopeia) ซึ่งประกันคุณภาพว่าได้มาตรฐานสูง
* อ่านฉลากและเลือกชนิดที่มีวิตามินและแร่ธาตุในปริมาณ 100% ของปริมาณสารอาหารที่ควรได้รับประจำวัน
* บางชนิดมีคำว่า “ธรรมชาติ” เพื่อดึงดูดความสนใจว่าเป็นวิตามินจากธรรมชาติ แต่จริงๆแล้วก็มีส่วนผสมของวิตามินสังเคราะห์ด้วยเสมอ
* บางชนิดระบุว่าเป็นสูตรลดความเครียด ซึ่งเป็นข้อความที่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด เพราะไม่มีอาหารเสริมสูตรใดจะลดความเครียดทางอารมณ์ได้จริง
* ควรเก็บวิตามินไว้ในที่แห้งและเย็น เพราะความชื้นจะทำให้วิตามินเสียคุณภาพ

อ่านเพิ่มเติมในคอลัมน์ Nutrition Therapy นิตยสาร Health & Cuisine
ปีที่ : 6 ฉบับที่ : 63 เดือน : เมษายน 2549
Send to Friend From

Advertisements
  ความคิดเห็นกับสิ่งที่เป็นไป 

                 ความรักในรั้วมหาวิทยาลัยมีทั้งน้ำตา และดอกไม้.. .ในค่ำคืนที่เงียบเหงาใกล้ๆรั้วมหาวิทยาลัย สมาชิกร้านกาแฟย้ายก้นของตัวเองออกมาจากร้านของผม ไปนั่งเสวนากันที่ร้านเครื่องดื่มประเภทน้ำธัญพืชสีอำพันแห่งหนึ่ง

                  ใกล้ๆกันนั้นเป็นหอพักนักศึกษาซึ่ง ดูเงียบเหงาพอสมควรเพราะอยู่ในช่วงสอบปลายภาค ที่ผู้กำลังศึกษาเล่าเรียนทั้งหลายกำลังอ่านหนังสืออย่างหน้าดำคร่ำเครียด.. .เด็กหนุ่มเจ้าของห้องพักคนหนึ่งก็กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ของความกดดันเช่น เดียวกัน โต๊ะที่เขานั่งอยู่ติดกับหน้าต่างใกล้ระเบียงห้องพัก กับแสงไฟที่สาดส่องลงมา ทำให้สมาชิกร้านกาแฟผู้อาศัยอยู่ในมุมสลัวๆของร้านเครื่องดื่มเห็นเขาได้ อย่างชัดเจน….
 

                   หญิงสาวผมยาวสลวย…ในชุดนอนบางเบา  เดินเข้ามายืนข้างหลังของเด็กหนุ่มผู้โชคดี…แสงไฟสีเหลืองนวลของห้องพัก ที่ส่องผ่านชุดที่เธอสวมใส่ทำให้เราเห็นเรือนร่างของเธอได้อย่างชัดเจน มือขวาของเธอถือถ้วยกาแฟแล้วค่อยๆยื่นให้เพื่อนร่วมห้อง ส่วนมือซ้าย เธอบรรจงวางลงที่ไหล่ของคนรัก และนวดให้เบา…ๆ ชายหนุ่มหันมารับถ้วยกาแฟผงกหน้าเล็กน้อยเป็นการขอบคุณ…

เป็กฯ+ซาฯ  ;   "โอ้วววว……………………อิจ  ฉะ   หล….า ทามมายสมัยข้าเป็นนักศึกษาไม่มีอย่างนี้บ้างงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง"

๓ป               "เอ็งจาอิจฉา มัน(เด็กหนุ่ม)ทามมาย  นั่นมัน หอพักชายล้วน นะเฟร้ยยย…!!!"

เป็กฯ+ซาฯ      "ปู้ด….ดดดดด    อ้ากกกกกกกกกกก   โอ้กกกกกกกกกกกก" 

     
คนข้างกระดาน

ป.ล.

๑. สุขสุนต์ วันสุข ครับ

Blog ของคุณ cphucphu 

รุ่นพี่รุ่นน้องคุยกานนน…

N: สวัสดีพี่ … วันนี้ไปเที่ยวไหนป่าวคับ …

G: เอ่อ … กะว่าซักพักจะไปซื้อของ…ช๊อปปิ้งซะหน่อย …

N: ผมไปด้วยได้ป่าว … วันนี้ผมว่างๆไม่มีอะไรทำอะพี่ …

G: เหอๆๆ แกจะไปทำไม … ไปช่วยฉ้านถือของเหรอ …

N: ใช่คับพี่ … ไม่ใช่แค่ช่วยถือของนะพี่ … ผมอยากถือหัวใจพี่ด้วย … ฮิ้วววว …

G: 555+++ แกนี่…ทะลึ่งใหญ่แล้ว เออได้ ตามลำบากแกแล้วกัน …

N: พี่ๆๆ ผมขออะไรพี่อย่างได้ม่ะคับ …

G: ได้ดิ..ถ้าไม่ลำบาก … ฉ้านทำเพื่อแกได้อยู่แล้ว … อิอิ …

N: จริงเหรอคับพี่ … ผมไม่อยากให้พี่ตัดผมสั้นนะคับ …

G: อืมม … ทำไมหล่ะ …

N: ผมพี่ที่ยาวๆ จะได้เอาไว้…มัดหัวใจของผมได้งัยคร๊าบบบบ … ฮิ้วววว อีกรอบ …

G: แกนี่ … เด๋วจาโดน ม่ะใช่น้อย … แค่นี้นะ … แล้วเจอกัน …

N: คับพี่ G ที่รัก …แล้วเจอกันคร๊าบ … บายคร๊าบบบบ …

G: ^^”

. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .
ขำๆ กันยามเช้าก่อนทำงานนะคะ
. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .

Take Good Care kha : Gemini … อยากมัดหัวใจคนแถวนี้ อิอิ …

Try to be OptimisT ~**

Blog ของคุณ khungade

  • In: ไม่มีหมวดหมู่
  • 2 Comments

การแพทย์แผนไทย เป็นการรวมศาสตร์เกี่ยวกับบำบัดโรค ทั้งการใช้ยาสมุนไพร หัตถบำบัด การรักษากระดูกและโครงสร้าง โดยอิงกับความ เชื่อทางสังคม วัฒนธรรม และธรรมชาติ เป็นความรู้ที่ไม่มีเกณฑ์ตายตัว ขึ้นอยู่กับหมอรักษาวิธีใดได้ผลก็ใช้วิธีนั้นสืบต่อกันมา

ยาไทยมาจากส่วนผสม 4 ประเภท คือ พืชวัตถุ สัตว์วัตถุ ธาตุวัตถุ เช่น เกลือสมุทร กำมะถัน ทองคำ ดินปะสิว และจุลชีพ เช่น เห็ด รา โดยแพทย์หรือผู้จ่ายยาต้องรู้ลักษณะ สี กลิ่น รส ชื่อของสิ่งที่นำมาใช้ ประเภทและอาการของโรคอย่างดีก่อนจึงจะนำมาใช้ได้ นอกจากนี้วิธีการปรุงยาก็มีหลายวิธีด้วยกันตามรูปแบบของยา เช่น กิน อาบ ดื่ม พอก หรือแช่ เป็นต้น

ยาไทยไม่แพ้ยาฝรั่ง
ปัจจุบันยาไทยเริ่มได้รับความนิยมจากประชาชนมากขึ้น เนื่องจากมีกระแสกลับสู่ธรรมชาติมากขึ้น ทำให้มียาสามัญประจำบ้านแผนโบราณที่สามารถซื้อมากินแก้โรคต่างๆ ด้วยตนเองได้ ซึ่งยาไทยหลายตำรับมีคุณสมบัติโดดเด่น ประสิทธิภาพสูงไม่แพ้ยา ฝรั่ง อย่างน้อยการทำความรู้จักตำรับยาเหล่านี้ไว้บ้างก็น่าจะเป็นตัวช่วย ประจำบ้านที่ดีเหมือนกัน

1. ประเภทยาแก้ไข้ แก้ไอ ขับเสมหะ

ชนิดยาไทย

สรรพคุณ

วิธีใช้
ยามหานิลแท่งทอง แก้ไข้ กระหายน้ำ แก้หัด อีสุกอีใส

* วันละ 2 ครั้ง กับน้ำสุก หรือน้ำต้มรากผักชี
* เด็กครั้งละ 1-2 เม็ด
* ผู้ใหญ่ครั้งละ 3-4 เม็ด

ยาจันทลีลา แก้ไข้ตัวร้อน แก้ไข้สามฤดู

* แก้ตัวร้อน กินทุก 4 ชั่วโมง
* แก้ไข้ เด็ก ครั้งละ1/2 -1 ช้อนชา
* แก้ไข้ผู้ใหญ่ ครั้งละ 1-2 ช้อนชา

ยาประสะจันทร์แดง แก้ไข้ตัวร้อน กระหายน้ำ

* กินทุก 3-4 ชั่วโมง ละลายด้วยน้ำต้มสุกหรือน้ำดอกมะลิ
* เด็ก ครั้งละ 1/2 ช้อนกาแฟ
* ผู้ใหญ่ ครั้งละ 1 ช้อนกาแฟ

ยาแสงหมึก แก้ตัวร้อน ท้องขึ้นปวดท้อง แก้ไอ ขับเสมหะ ปากเป็นแผล

* แก้ตัวร้อน ละลายน้ำดอกไม้เทศ
* แก้ท้องขึ้น ปวดท้อง ละลายน้ำต้มใบกระเพรา
* แก้ไอ ขับเสมหะ ละลายน้ำลูกมะแว้งเครือ หรือลูกมะแว้งต้น กวาดคอ
* หากปั้นเป็นลูกกลอน เด็กอายุ 1-6 เดือน ครั้งละ 2 เม็ด เด็กอายุ 7-12 เดือนครั้งละ 3 เม็ด

ยาเขียวหอม แก้ตัวร้อน ร้อนใน กระหายน้ำ พิษหัด พิษอีสุกอีใส

* แก้ตัวร้อน ร้อนใน กระหายน้ำ ละลายน้ำสุก น้ำดอกมะลิ
* แก้พิษหัด พิษอีสุกอีใส ละลายน้ำรากผักชีต้ม ทั้งกินและชโลมตัว
* กินวันละ 4 -6 ครั้ง เด็กครั้งละ 1-2 ช้อนชา ผู้ใหญ่ครั้งละ 1 ช้อนชา

ยาอำมฤควาที แก้ไอ ขับเสมหะ

* ละลายน้ำมะนาวแทรก (ผสมนิดหน่อย) เกลือ ใช้จิบหรือกวาดคอ
* ผู้ใหญ่ ครั้งละ 1 ช้อนกาแฟ เด็กลดลงตามส่วน

ยาประสะมะแว้ง แก้ไอ แก้เสมหะ

* ละลายน้ำมะนาวแทรกเกลือ รับประทานหรืออม

2. ประเภทยาหอมบำรุงหัวใจ แก้ลม

ชนิดยาไทย

สรรพคุณ

วิธีใช้
ยาหอมเทพวิจิตร แก้ลม บำรุงหัวใจ

* ชนิดผง ครั้งละ 1/2-1 ช้อนกาแฟ
* ชนิดเม็ด 5-7 เม็ด

ยาหอมอินทจักร์ แก้ลมคลื่นเหียน อาเจียน ลมปลายไข้

* แก้ลมคลื่นเหียนอาเจียน ใช้น้ำลูกผักชี เทียนดำต้น เป็นกระสายยา
* แก้ลมปลายไข้ ใช้ก้านสะเดา ลูกกระดอม และบอระเพ็ด เป็นกระสายยา (ถ้าหาน้ำกระสายยาไม่ได้ สามารถใช้น้ำต้มสุกแทนได้)
* ชนิดผง กินครั้งละ 1/2-1 ช้อนกาแฟ
* ชนิดเม็ด ครั้งละ 5-10 เม็ด

ยาหอมทิพย์โอสถ แก้ลมวิงเวียน

* ชนิดผง ครั้งละ 1/2-1 ช้อนชา ชนิดเม็ด ครั้งละ 5-7 เม็ด

3. ประเภทโรคทางเดินอาหาร ท้องขึ้น อืดเฟ้อ แก้ลมทราง

ชนิดยาไทย

สรรพคุณ

วิธีใช้
ยาธาตุบรรจบ แก้ธาตุไม่ปกติ ท้องขึ้น ท้องเฟ้อ ท้องเสีย

* ใช้กระเทียม 3 กลีบทุบชงกับน้ำร้อน หรือใช้ใบกระเพรา
* วันละ 3 เวลาก่อนอาหาร
* เด็ก ครั้งละ 1/2 ช้อนกาแฟ
* ผู้ใหญ่ ครั้งละ 1 ช้อนกาแฟ

ยาเหลืองปิดสมุทร แก้ท้องเสีย ท้องเดิน อุจาระเป็นมูกเลือด

* ชนิดผง ครั้งละ 1-2 ช้อนชา ละลายน้ำต้มใบเทียน ใบทับทิม 3 เวลาก่อนอาหารหรือเวลามีอาการ
* ชนิดเม็ด ครั้งละ 3 เม็ด

มหาหิงคุ์ แก้ปวดท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียด

* ชุบสำลีทาบริเวณหน้าท้อง วันละ 2-3 ครั้ง

ยาประสากานพลู

แก้ปวดท้อง เนื่องจากธาตุไม่ปกติ

* กินทุก 3 ชั่วโมง ครั้งละ 1 ช้อนชา

ยาประสะกระเพรา แก้ท้องขึ้น ท้องเฟ้อ แก้ท้องแน่น จุกเสียด

* เด็กอายุ 1-3 เดือน ครั้งละ 1-2 เม็ด
* เด็กอายุ 4-6 เดือน ครั้งละ 2-3 เม็ด
* เด็กอายุ 7-12 เดือน ครั้งละ 4-6 เม็ด

ยาตรีหอม แก้เด็กท้องผูก ระบายพิษไข้

* เด็กอายุ 1-2 เดือน ครั้งละ 2-3 เม็ด
* เด็กอายุ 3-5 เดือน ครั้งละ 4-5 เม็ด
* เด็กอายุ 6-12 เดือน ครั้งละ 6-8 เม็ด

4. ประเภทยาขับน้ำคาวปลา แก้ระดูไม่ปกติ

ชนิดยาไทย

สรรพคุณ

วิธีใช้
ยาไฟประลัยกัลป์
ยาไฟห้ากอง
ยาประสะไพล ขับน้ำคาวปลา ช่วยให้มดลูกเข้าอู่ (เข้าที่)

* ละลายยาด้วยน้ำต้มสุก หรือสุรา ครั้งละ 1 ช้อนกาแฟ วันละ3 ครั้งก่อนอาหาร

ยาบำรุงโลหิต บำรุงโลหิต

* ต้มรับประทาน บำรุงเลือด

5. ยาแก้ท้องเสีย ยาถ่าย ยาระบาย

ชนิดยาไทย

สรรพคุณ

วิธีใช้
ยาธาตุบรรจบ แก้ธาตุไม่ปกติ ท้องเสีย

* ใช้เปลือกแค เปลือกสะเดา หรือเปลือกทับทิม ต้มกับน้ำปูนใส
* เด็กครั้งละ 1/2 ช้อนกาแฟ
* ผู้ใหญ่ครั้งละ 1 ช้อนกาแฟ
กินวันละ 3 เวลาก่อนอาหาร

ยาเหลืองปิดสมุทร แก้อุจจาระเป็นมูกเลือด แก้ท้องเสีย ท้องเดิน

* กินเวลามีอาการครั้งละ 3 เม็ด

ยาถ่าย แก้ท้องผูก

* ครั้งละ 2-5 เม็ด ตามธาตุหนัก เบา (ท้องผูกมาก หรือน้อย) วันละ 1 ครั้งก่อนนอน

ยาระบาย เป็นยาระบาย

* ละลายน้ำต้มสุก ครั้งละ 1 ช้อนชา วันละ 1 ครั้งก่อนนอน

ยาธรณีสันฑะฆาต แก้กษัยเส้นเถาดาน ท้องผูก

* ครั้งละ 1/2-1 ช้อนกาแฟ ละลายด้วยน้ำต้มสุก วันละ 1 ครั้ง ก่อนอาหารเช้า หรือก่อนนอน
* ห้ามคนเป็นไข้และสตรีมีครรภ์รับประทาน

6. ประเภทโรคทางเดินปัสสาวะ

ชนิดยาไทย

สรรพคุณ

วิธีใช้
ยาแก้ปัสสาวะพิการ แก้ปัสสาวะเป็นหนอง เป็นแป้ง แดง ขัด ปวดแสบปวดร้อน

* ขี้เหล็กทั้ง 5 ชุมเห็ดไทยทั้ง 5 เถาวัลย์เปรียง รากหญ้าคา หัวหญ้าชัน/ชันกาด หัวหวายลิง รากถั่วปีป น้ำหนักเท่ากัน ข้าวกล้อง 1 กำมือ สารส้มหนัก 1 บาท ต้มกิน 3 เวลาก่อนอาหาร

ยาแก้ปัสสาวะเป็นเลือด แก้ปัสสาวะเป็นเลือด

* หัวข้าวเย็นทั้ง 2 หนักสิ่งละ 40 บาท เทียนทั้ง 5 หนักสิ่งละจอก (ประมาณ15 กรัม) ลูกจันทน์ ดอกจันทน์ ดีปลี มหาสดำ หนักสิ่งละ 1 บาท พริกไทย 1 ทะนาน ต้มกิน 3 เวลาก่อนอาหาร

ยาแก้ปัสสาวะมากเกินไป แก้ปัสสาวะมากเกินไป

* จันทน์ทั้ง 2 สมอทั้ง 3 สะค้าน ผลกระดอม แฝกหมอ ลูกผักชี หัวแห้วหมู รากช้างพลู เจตมูลเพลิง หัวข้าวเย็นจีน อ้อยแดง อย่างละเท่ากัน ต้มกิน 3 เวลาก่อนอาหาร

ยาแก้ปัสสาวะไม่ออก แก้ปัสสาวะไม่สะดวก ปัสสาวะกระปิดกระปอย

* หัวข้าวเย็นทั้ง 2 สารส้มหนัก 1 บาท หญ้าคา เหง้าสับปะรด รากลำเจียก รากเตย อย่างละเท่ากัน ต้มกิน 3 เวลาก่อนอาหาร

อุปสรรคสำคัญของยาไทยคือการควบคุมมาตรฐานที่ไม่ทั่วถึงทำให้เกิดยาปลอมหรือ ยาไม่ได้มาตรฐาน ส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือ ประกอบกับต้องใช้เวลานานกว่าจะเห็นผลการรักษา ทำให้ยาไทยไม่ได้รับความนิยม หรือแพร่หลายนัก อย่างไรก็ตามทิศทางของการดูแลสุขภาพในยุคปัจจุบันเริ่มให้ความสำคัญกับร่าง กายอย่างเป็นองค์รวม มากกว่าแบ่งแยกรักษาเป็นส่วนๆ การกลับคืนสู่ภูมิปัญญาดั้งเดิมด้วยการแพทย์แผนไทยก็น่าจะเป็นอีกหนึ่งทาง เลือกที่น่าสนใจไม่น้อย

ที่มา คอลัมน์ Health Special นิตยสาร Health & Cuisine
ปีที่ : 6 ฉบับที่ : 63 เดือน : เมษายน 2549

           Even the best fall down sometimes …

                              Even the wrong words seem to rhyme …

                                      Out of the doubt that fills  my mind …
                           
                        I somehow find … You and I collide …

        "Collide"   by   Howie Day
      
         …
         
                                 
     

         เมื่อเจอปัญหา …

         บางที … การถอยหลังอาจเป็นทางออกที่ดีสำหรับใครบางคน …

         แต่สำหรับฉัน … ฉันไม่เคยถอยหลัง … แค่เดินให้ช้าลงก็คงกำลังดี …
         
         เราอาจจะคิดไม่เหมือนกัน …

         …

         Take Good Care Kha :  Gemini  

         Try to be OptimisT ~**

 
จำ ได้เสมอมาสมัยที่เราเด็ก ชีวิตไม่มีต้องมาเรียนพิเศษ การใช้ชีวิตเป็นไปตามวัยอยู่กับธรรมชาติ ชั่วเวลา 40 ปีความเปลี่ยนแปลงในแวดวงของสังคมเกิดขึ้น ปรับเปลี่ยน และเร็วขึ้นเรื่อยๆ สมัยนั้นการเรียนการสอน เป็นระบบ ครูสอน ตามระบบระเบียบ การเอาใจใส่ในนักเรียนมีสูงมาก เด็กนักเรียนไม่ต้องเรียนเพิ่มเติมเช่นเด็กในปัจจุบัน การเรียนการสอนในสมัยนั้นก็ มุ่งเน้นส่งเสริมความรู้ตามวัย หรือตามพัฒนาการที่เด็กมี การเรียนการสอนสมัยก่อน ปลูกฝังเรื่องจริยธรรม คุณธรรมมากมาย เด็กได้รับมากบ้างน้อยบ้าง ตามแต่สภาวะแวดล้อมที่เด็กมีเอื้ออำนวยอยู่ เด็กในสมัยเรา ยังรู้สึกได้ในเรื่องของการเอื้อเฟื้อต่อกัน

       แต่ ! … เด็กในสมัยนี้ไม่ใช่แล้ว การแข่งขันที่สูงขึ้นพร้อมกับการคาดหวังที่พ่อและแม่มีในตัวเด็ก สร้างค่านิยมในระบบการศึกษาในปัจจุบัน เรียนพิเศษ ที่ใครหลายคนมองเห็นเป็นค่านิยม ที่ควรจะให้มีให้เป็น สำหรับเราแล้ว มองว่า หาก เด็กไม่รับ ก็เท่ากับการเรียนพิเศษนั้น ขโมย ช่วงเวลาแห่งวัย ของเด็กๆไป เจ้านาย เกิดขึ้นมาในสังคมวันนี้ที่มีการเรียนพิเศษ เป็นค่านิยมที่ผู้ใหญ่ยัดเยียดให้ เหล่าเด็กๆ แม้ยอมรับว่า ไม่เห็นด้วยกับการยัดเยียดให้เด็กในเรื่องนี้ แต่ ! .. ประสบการณ์ครั้งหนึ่ง ครั้งคราที่ เจ้านายเรียนอนุบาลปี 2 เทอม 2 อันเป็นปีแรกเริ่มการเรียนพิเศษช่วงเย็นของทางโรงเรียน ต่อจากเลิกเรียนปกติ อีก 1 ชั่วโมงครึ่ง ทำให้ต้องจำ ครานั้นไม่ให้เจ้านายเรียน ด้วยเห็นว่าเด็กวัยเพียง 5 ขวบควรมีวิถีชีวิตที่สมวัยของเค้า แต่ผลที่ได้รับตามมาคือ เมื่อมีการเปิดเทอม การเรียนการสอนที่ควรเป็นไปตามระบบ กลับกลายเป็นปรับไปตามที่เด็กได้เรียนพิเศษ ยังผลให้กลุ่มเด็กที่ไม่ได้ เรียน ตามไม่ทัน ครั้งขึ้น ประถมปีที่หนึ่ง ระบบการเรียนการสอนปรับเปลี่ยนไปตามนโยบายของรัฐฯ ทั้งครูทั้งนักเรียนต้องปรับตัวตามด้วย ยิ่งก่อให้เกิดปัญหาเรื่องช่องว่างระหว่างนักเรียนและครู ช่วงนั้นสอนภาษาไทยลูกเอง เทอมแรกของการเรียน โอเค พอเทอม 2 ภาษาไทยที่เราสอน เราซึ่งสอนในแบบที่เราเคยได้เรียนรู้มา กลับกลายเป็นไม่ได้แล้วสำหรับเจ้านาย ครูสำทับมาว่าไม่ได้ บวกกับเห็นความสับสนที่กำลังเกิดขึ้นในตัวเจ้านาย ทำให้ต้องหยุดสอนเค้าเพื่อ รักษาสมดุล ทางความคิดเอาไว้ สิ่งที่ตามมาคือ ภาษาไทยเจ้านายอ่อนลง การส่งให้เรียนพิเศษ(ภายในโรงเรียน)เริ่มขึ้นเพื่อหวังว่า ภาษาไทยอันเป็นพื้นฐานของความจำเป็นในการเรียน (อ่านโจทย์ตีความหมายของโจทย์) ของเจ้านายจะดีขึ้น หนึ่งปี ของประถมปีที่ 2 ที่เจ้านายต้องเรียนและเรียนเพิ่มขึ้นอีก 1 ชั่วโมงครึ่งนั้น มันไม่ได้ช่วยอะไรให้ดีขึ้นเลย วันนี้เป็นวันเริ่มเรียนพิเศษของเค้า โดยเรียนกับสถานที่เรียนพิเศษที่ไม่ ใช่ของทางโรงเรียน โดยเน้นเฉพาะวิชาภาษาไทย กับ คณิตศาสตร์ เท่านั้น และด้วยการพูดคุยกันระหว่างเจ้านาย กับ เรา ถึงความจำเป็นที่ได้เห็นจากผลการเรียนปีนี้

       เรียนพิเศษ .. ค่านิยม .. หรือ .. ความจำเป็น .. สิ่งนี้ทำให้หวนคิดว่า เด็กถูกผลักดันให้เป็นไปตามค่านิยม ของการคาดหวังของผู้ใหญ่ หรือ เป็นเพราะความจำเป็นที่จะต้องตามให้ทันกลุ่มการเรียนที่ได้รับการผลักดัน สังคมของเด็ก ณ. ปัจจุบันนี้ มีความเคร่งเครียดสูงขึ้น เด็กเก็บตัวมาขึ้น ยิ้มน้องลง กดดันมากขึ้น (เห็นจากการสอบเปลี่ยนระดับชั้น)เราซึ่งเป็นผู้ปกครองคนหนึ่งเห็น และยอมรับอย่างหมดใจ เลยว่า สงสาร แต่ก็ต้องจำต้องให้เรียน เพื่ออุดรอยรั่วของฐานการศึกษา แต่ก็ทำอย่างระมัดระวังที่สุดด้วยกลัวว่า  ความสดใสจะหายไปจากเจ้านาย เฉกเช่นที่เด็กๆหลายคนเป็นอยู่

       ด้วยรัก

       J … บางเวลา
 
     

 
ไม่เคยจากบ้านไปนานๆติดต่อกันหลายวันอย่างนี้มาก่อน..เกือบหาเลขที่บ้านไม่เจอซะแล้ว! 

         หยุดไปปล่อยให้แมงมุมมาชักใยปล่อยยักใย่ใต่เส้นสมองส่วนที่ใช้คิดเรื่อย เปื่อยบ้างประปราย ขณะที่ซีกที่คิดเรื่องหนักๆมันเงาวาวเชียวจากการผจญภัยในชีวิตการงานที่สุดๆ ยิ่งกว่าวิ่งมาราธอน..

  ;        วันนี้พอมีช่องไฟให้หาย ใจ เว้นวรรคตัวเองจากเรื่องสาระมากมีเหล่านั้นได้บ้างจึงค่อยๆคลานกลับเข้ารัง ด้วยความคิดถึ๊งคิดถึง..

         ไม่ว่าบ้านไหนๆ จะหลังนี้ หลังก่อนนู้น(ยกเว้นบ้านเล็ก-บ้านใหญ่)  ผมเป็นโรคติดบ้านชนิดกาวตราช้างยังไม่หนึบเท่า ยิ่งหน้าร้อนจะเมษาฯเฮฮา..วายแค่ไหน ชวนไปที่ใด ข้าพเจ้าขอบาย บ๊าย บาย

          เหตุผลอย่างแรกข้างนอกนั่นมัน(โคตร)ร้อน..อย่างสองไปไหนก็คนเยอะตัวเหนียว เหนอะเบียดเสียดกันมันกึ๋ยยยมองหน้ามันๆกันแล้วพาลอยากจะกินไข่เจียววันละ 3 เวลา..

         อย่างสามสำคัญที่สุดคือต้นทุนสำหรับการใช้ชีวิตหน้าร้อนมันสิ้นเปลืองอย่างมาก
 
          เพียงท่านก้าวออกจากบ้านเหงื่อของท่านก็ไหลโกรกๆ ไม่ทันทำอะไรเป็นแตกพลั่กๆยิ่งกว่าน้ำเจ้าพระยาหน้าฝน ก้าวที่สองท่านก็จะเริ่มมองหาน้ำ หาเครื่องดื่มเย็นๆ แก้กระหาย มองหาไอติม สุดท้ายสายตามองหาห้างฯหลบเข้าไปเอาแอร์ ทีนี้ละตัวใคร..ตัวมัน

          ไม่เชื่อกรุณาถามพี่เนฯ(ก็คนที่ติดสอย..ห้อยตามพี่เหลี่ยมนั่นละ)  ไสยศาสตร์เขมรที่ว่าแน่ยังแพ้ไสยศาสตร์ตระกูลจิราธิวัฒน์ และ อัมพุช พี่แกเสกหนังไอ้ตัวดูดเข้าเป๋าตังค์ดูดๆและดูดตังค์จนเต็มเซ็นทรัลและเดอะมอ ลล์อะไรนั่นจนตุงทุ๊กวี่วัน

           เพราะฉะนั้นอย่าลบหลู่ หน้าร้อนขอนอนอยู่บ้าน ติดบ้านเข้าไว้ก่อนดีกว่ากลัวต้องโดนคุณไสยของใครเข้า แต่หากเลี่ยงไม่ได้อยู่บ้านมันยิ่งร้อนอก ร้อนใจ ไปกันใหญ่ เมื่อเลี่ยงไม่ได้จำ(ใจ)ต้องไปข้อพึงปฎิบัติที่ผมไม่เคยลืมก็คือ หลอกตัวเอง แก้เคล็ดไว้ก่อน

          วิธีหลอกตัวเองแต่ละครั้งสามารถ พลิกแพลงไปตามสถานการณ์และ อารมณ์ แต่ดีที่สุดที่ลองใช้มาคือ คิดไปว่าเป็นเศรษฐีเพิ่งขายหุ้นร่ำรวยมา 73,000 ล้าน รวยล้นแต่ทน(ด้าน)เหลือหลาย ทนกระทั่งอดไม่ยอมควักกะตังค์ตามประสาเศรษฐียิ่งมากมียิ่งเหนียว …หนึบ(เกาะแน่น)…. ดูแล้ว ไม่ซื้อ "กูไม่ออก(ตังค์)" รับรอง..บาทเดียวก็ไม่กระเด็น!

        

 
ธันวาคม 2017
พฤ อา
« พ.ย.    
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031

Blog Stats

  • 37,258 hits

Top Clicks

  • ไม่มี