คลังความรู้ by Suwit – PAD K

Archive for the ‘Main’ Category

ข้อสังเกตหนึ่งจากที่ชุมนุมพันธมิตร ที่หลายคนอาจจะไม่สังเกต หรือเข้าไม่ถึง
เพราะมัวแต่หงุดหงิดและทุ่มเถียงกับประเด็นร้อนๆที่ออกมา

ข่าวลือ ข่าวปล่อย ที่ออกมาหลายเรื่อง ทำเอาหลายคนวิตก หวั่นไหว ผวา ฯลฯ
แล้วก็ทำให้ตัวเองเครียดๆๆๆๆๆๆ สร้างภาพน่ากลัวไปต่างๆนาๆ

แต่เมื่อติดตามสถานการณ์ไปเรื่อยๆ ไม่เห็นจะเกิดเหตุอย่างที่วิตกกันไปล่วงหน้าเลย

หรือว่า หลายคนสร้างสถานการณ์ให้ดูน่ากลัวไว้ก่อน
เพิ่มความเครียดให้หลายคนไว้ก่อน

ณ ที่ชุมนุม กับชาวกองทัพธรรม ถ้าได้ไปสัมผัสตัวจริงๆของแต่ละคน
ทำไม พวกเขาดูสงบดีจริงๆ
บนพื้นถนน ชาวกองทัพธรรมจะเดินเท้าเปล่า ในขณะที่หลายคนใส่รองเท้า เพราะพื้นถนนมันร้อน

ความร้อนของพื้นถนน ไม่ทำให้ชาวกองทัพธรรมที่เดินเท้าเปล่า วอกแวก
แต่คนที่ใส่รองเท้ากลับทนไม่ไหว
ยิ่งข่าวลือ ข่าวปล่อย กลับทำให้หลายคนทนไม่ไหว เครียด

“สมาธิไม่มี สติไม่เกิด ใครจะทำอะไร คนนั้นก็จะหวั่นไหวได้ง่ายๆ เหมือนเงาในน้ำที่กระเพื่อมไหว ถ้ามองดูเงา ก็จะเห็นภาพสั่นไหว แต่ตัวจริงของเราที่อยู่บนฝั่ง นั่งอยู่นิ่งๆ ไม่ได้สั่นไหวเหมือนเงาในน้ำ”

“ถ้าเรามีสติ รู้ตนว่า เรานั่งนิ่งๆอยู่นะ เราไม่ใช่เงาในน้ำ ไม่ว่าจะมีข่าวปล่อยแค่ไหน เราจะไม่เครียด …

เราต้องอยู่กับตัวตนจริงๆของเรานะ ไม่ใช่อยู่กับเงาของตัวเองในน้ำ”

เป็นข้อคิดที่ลึกล้ำทีเดียว
ในขณะที่หลายคน มัวแต่ตกใจกับเงาในน้ำที่มองเห็น
จน comment กันไป จนเสียความรู้สึกมากมาย
ไหลไปตามกระแสที่เป็นไป

แต่มีน้อยคนครับ ที่อยู่กับตัวตนจริงๆ ไม่ได้หวั่นไหวกับเงาในน้ำ”

ไม่น่าเชื่อว่า เรื่องการเมืองช่วงนี้ ยังมีประเด็นนี้ ซุกซ่อนอยู่

Advertisements

นี่คือส่วนหนึ่งจากเอกสารที่ได้รับในที่ชุมนุมเวทีมัฆวาน
เป็นประเด็นที่มีการนำไปให้นักเรียนได้โต้วาทีกัน
แง่มุมใหม่ของการเรียนรู้ในชนบท ซึ่งแตกต่างจากการทะเลาะทุ่มเถียงกันอย่างเอาเป็นเอาตาย
โดยมีจุดหมายอยู่ที่ตัวบุคคล

แต่แง่มุมใหม่นี้ โต้วาทีกับโดยมีจุดมุ่งหมายที่เนื้อหาสาระของสิ่งที่เกิดขึ้น
ว่าเกิดผลอะไรกับประเทศไทยอันเป็นที่รักของเราบ้าง

ต่อไปนี้ ข้อใดเป็นอันตรายต่อประชาธิปไตยมากที่สุด
ก. ประกาศเดินหน้าขายรัฐวิสาหกิจในตลาดหลักทรัพย์ ถึงแม้จะมีคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด

ข. ขายหุ้นชินคอร์ป 73,000 ล้านบาทให้กับเทมาเส็ก อย่างซับซ้อน โดยไม่เสียภาษีแม้แต่บาทเดียว

ค. มูลค่า “หุ้นทักษิณ” สูงขึ้นมากกว่า 150 เปอร์เซ็นต์ ใน 5 ปี

ง. “ข้าพเจ้าขอผูกขาดเอฟทีเอแต่เพียงผู้เดียว “รัฐสภาไม่เกี่ยว”

จ. “ทีวี” ไม่มี “ไอ + มาตรา 40 ทั้งเข่ง ราคาเท่าไหร่?”

ฉ. กรือเซะ ตากใบ และสมชาย นีละไพจิตร

ช. แก๊งกินไก่ กับไข้หวัดนก

ซ. แก้กฏหมายสารพัด เช่น พรก.ภาษีสรรพสามิตโทรคมนาคม – “เช็คเปล่าเติมตัวเลขเอง” แด่ชินคอร์ปและคณะ

ฌ, “เลือกได้ เปลี่ยนได้ ผสมได้ ” องค์กรอิสระที่ซีฮีโอสามารถช็อปปิ้งได้ตามใจ

ญ. ทักษิณ 4 สมัย ไทยรักไทย 500

ฏ.โอ้โห….

ฎ. ถูกทุกข้อ

           Even the best fall down sometimes …

                              Even the wrong words seem to rhyme …

                                      Out of the doubt that fills  my mind …
                           
                        I somehow find … You and I collide …

        "Collide"   by   Howie Day
      
         …
         
                                 
     

         เมื่อเจอปัญหา …

         บางที … การถอยหลังอาจเป็นทางออกที่ดีสำหรับใครบางคน …

         แต่สำหรับฉัน … ฉันไม่เคยถอยหลัง … แค่เดินให้ช้าลงก็คงกำลังดี …
         
         เราอาจจะคิดไม่เหมือนกัน …

         …

         Take Good Care Kha :  Gemini  

         Try to be OptimisT ~**

 
จำ ได้เสมอมาสมัยที่เราเด็ก ชีวิตไม่มีต้องมาเรียนพิเศษ การใช้ชีวิตเป็นไปตามวัยอยู่กับธรรมชาติ ชั่วเวลา 40 ปีความเปลี่ยนแปลงในแวดวงของสังคมเกิดขึ้น ปรับเปลี่ยน และเร็วขึ้นเรื่อยๆ สมัยนั้นการเรียนการสอน เป็นระบบ ครูสอน ตามระบบระเบียบ การเอาใจใส่ในนักเรียนมีสูงมาก เด็กนักเรียนไม่ต้องเรียนเพิ่มเติมเช่นเด็กในปัจจุบัน การเรียนการสอนในสมัยนั้นก็ มุ่งเน้นส่งเสริมความรู้ตามวัย หรือตามพัฒนาการที่เด็กมี การเรียนการสอนสมัยก่อน ปลูกฝังเรื่องจริยธรรม คุณธรรมมากมาย เด็กได้รับมากบ้างน้อยบ้าง ตามแต่สภาวะแวดล้อมที่เด็กมีเอื้ออำนวยอยู่ เด็กในสมัยเรา ยังรู้สึกได้ในเรื่องของการเอื้อเฟื้อต่อกัน

       แต่ ! … เด็กในสมัยนี้ไม่ใช่แล้ว การแข่งขันที่สูงขึ้นพร้อมกับการคาดหวังที่พ่อและแม่มีในตัวเด็ก สร้างค่านิยมในระบบการศึกษาในปัจจุบัน เรียนพิเศษ ที่ใครหลายคนมองเห็นเป็นค่านิยม ที่ควรจะให้มีให้เป็น สำหรับเราแล้ว มองว่า หาก เด็กไม่รับ ก็เท่ากับการเรียนพิเศษนั้น ขโมย ช่วงเวลาแห่งวัย ของเด็กๆไป เจ้านาย เกิดขึ้นมาในสังคมวันนี้ที่มีการเรียนพิเศษ เป็นค่านิยมที่ผู้ใหญ่ยัดเยียดให้ เหล่าเด็กๆ แม้ยอมรับว่า ไม่เห็นด้วยกับการยัดเยียดให้เด็กในเรื่องนี้ แต่ ! .. ประสบการณ์ครั้งหนึ่ง ครั้งคราที่ เจ้านายเรียนอนุบาลปี 2 เทอม 2 อันเป็นปีแรกเริ่มการเรียนพิเศษช่วงเย็นของทางโรงเรียน ต่อจากเลิกเรียนปกติ อีก 1 ชั่วโมงครึ่ง ทำให้ต้องจำ ครานั้นไม่ให้เจ้านายเรียน ด้วยเห็นว่าเด็กวัยเพียง 5 ขวบควรมีวิถีชีวิตที่สมวัยของเค้า แต่ผลที่ได้รับตามมาคือ เมื่อมีการเปิดเทอม การเรียนการสอนที่ควรเป็นไปตามระบบ กลับกลายเป็นปรับไปตามที่เด็กได้เรียนพิเศษ ยังผลให้กลุ่มเด็กที่ไม่ได้ เรียน ตามไม่ทัน ครั้งขึ้น ประถมปีที่หนึ่ง ระบบการเรียนการสอนปรับเปลี่ยนไปตามนโยบายของรัฐฯ ทั้งครูทั้งนักเรียนต้องปรับตัวตามด้วย ยิ่งก่อให้เกิดปัญหาเรื่องช่องว่างระหว่างนักเรียนและครู ช่วงนั้นสอนภาษาไทยลูกเอง เทอมแรกของการเรียน โอเค พอเทอม 2 ภาษาไทยที่เราสอน เราซึ่งสอนในแบบที่เราเคยได้เรียนรู้มา กลับกลายเป็นไม่ได้แล้วสำหรับเจ้านาย ครูสำทับมาว่าไม่ได้ บวกกับเห็นความสับสนที่กำลังเกิดขึ้นในตัวเจ้านาย ทำให้ต้องหยุดสอนเค้าเพื่อ รักษาสมดุล ทางความคิดเอาไว้ สิ่งที่ตามมาคือ ภาษาไทยเจ้านายอ่อนลง การส่งให้เรียนพิเศษ(ภายในโรงเรียน)เริ่มขึ้นเพื่อหวังว่า ภาษาไทยอันเป็นพื้นฐานของความจำเป็นในการเรียน (อ่านโจทย์ตีความหมายของโจทย์) ของเจ้านายจะดีขึ้น หนึ่งปี ของประถมปีที่ 2 ที่เจ้านายต้องเรียนและเรียนเพิ่มขึ้นอีก 1 ชั่วโมงครึ่งนั้น มันไม่ได้ช่วยอะไรให้ดีขึ้นเลย วันนี้เป็นวันเริ่มเรียนพิเศษของเค้า โดยเรียนกับสถานที่เรียนพิเศษที่ไม่ ใช่ของทางโรงเรียน โดยเน้นเฉพาะวิชาภาษาไทย กับ คณิตศาสตร์ เท่านั้น และด้วยการพูดคุยกันระหว่างเจ้านาย กับ เรา ถึงความจำเป็นที่ได้เห็นจากผลการเรียนปีนี้

       เรียนพิเศษ .. ค่านิยม .. หรือ .. ความจำเป็น .. สิ่งนี้ทำให้หวนคิดว่า เด็กถูกผลักดันให้เป็นไปตามค่านิยม ของการคาดหวังของผู้ใหญ่ หรือ เป็นเพราะความจำเป็นที่จะต้องตามให้ทันกลุ่มการเรียนที่ได้รับการผลักดัน สังคมของเด็ก ณ. ปัจจุบันนี้ มีความเคร่งเครียดสูงขึ้น เด็กเก็บตัวมาขึ้น ยิ้มน้องลง กดดันมากขึ้น (เห็นจากการสอบเปลี่ยนระดับชั้น)เราซึ่งเป็นผู้ปกครองคนหนึ่งเห็น และยอมรับอย่างหมดใจ เลยว่า สงสาร แต่ก็ต้องจำต้องให้เรียน เพื่ออุดรอยรั่วของฐานการศึกษา แต่ก็ทำอย่างระมัดระวังที่สุดด้วยกลัวว่า  ความสดใสจะหายไปจากเจ้านาย เฉกเช่นที่เด็กๆหลายคนเป็นอยู่

       ด้วยรัก

       J … บางเวลา
 
     

 
ไม่เคยจากบ้านไปนานๆติดต่อกันหลายวันอย่างนี้มาก่อน..เกือบหาเลขที่บ้านไม่เจอซะแล้ว! 

         หยุดไปปล่อยให้แมงมุมมาชักใยปล่อยยักใย่ใต่เส้นสมองส่วนที่ใช้คิดเรื่อย เปื่อยบ้างประปราย ขณะที่ซีกที่คิดเรื่องหนักๆมันเงาวาวเชียวจากการผจญภัยในชีวิตการงานที่สุดๆ ยิ่งกว่าวิ่งมาราธอน..

  ;        วันนี้พอมีช่องไฟให้หาย ใจ เว้นวรรคตัวเองจากเรื่องสาระมากมีเหล่านั้นได้บ้างจึงค่อยๆคลานกลับเข้ารัง ด้วยความคิดถึ๊งคิดถึง..

         ไม่ว่าบ้านไหนๆ จะหลังนี้ หลังก่อนนู้น(ยกเว้นบ้านเล็ก-บ้านใหญ่)  ผมเป็นโรคติดบ้านชนิดกาวตราช้างยังไม่หนึบเท่า ยิ่งหน้าร้อนจะเมษาฯเฮฮา..วายแค่ไหน ชวนไปที่ใด ข้าพเจ้าขอบาย บ๊าย บาย

          เหตุผลอย่างแรกข้างนอกนั่นมัน(โคตร)ร้อน..อย่างสองไปไหนก็คนเยอะตัวเหนียว เหนอะเบียดเสียดกันมันกึ๋ยยยมองหน้ามันๆกันแล้วพาลอยากจะกินไข่เจียววันละ 3 เวลา..

         อย่างสามสำคัญที่สุดคือต้นทุนสำหรับการใช้ชีวิตหน้าร้อนมันสิ้นเปลืองอย่างมาก
 
          เพียงท่านก้าวออกจากบ้านเหงื่อของท่านก็ไหลโกรกๆ ไม่ทันทำอะไรเป็นแตกพลั่กๆยิ่งกว่าน้ำเจ้าพระยาหน้าฝน ก้าวที่สองท่านก็จะเริ่มมองหาน้ำ หาเครื่องดื่มเย็นๆ แก้กระหาย มองหาไอติม สุดท้ายสายตามองหาห้างฯหลบเข้าไปเอาแอร์ ทีนี้ละตัวใคร..ตัวมัน

          ไม่เชื่อกรุณาถามพี่เนฯ(ก็คนที่ติดสอย..ห้อยตามพี่เหลี่ยมนั่นละ)  ไสยศาสตร์เขมรที่ว่าแน่ยังแพ้ไสยศาสตร์ตระกูลจิราธิวัฒน์ และ อัมพุช พี่แกเสกหนังไอ้ตัวดูดเข้าเป๋าตังค์ดูดๆและดูดตังค์จนเต็มเซ็นทรัลและเดอะมอ ลล์อะไรนั่นจนตุงทุ๊กวี่วัน

           เพราะฉะนั้นอย่าลบหลู่ หน้าร้อนขอนอนอยู่บ้าน ติดบ้านเข้าไว้ก่อนดีกว่ากลัวต้องโดนคุณไสยของใครเข้า แต่หากเลี่ยงไม่ได้อยู่บ้านมันยิ่งร้อนอก ร้อนใจ ไปกันใหญ่ เมื่อเลี่ยงไม่ได้จำ(ใจ)ต้องไปข้อพึงปฎิบัติที่ผมไม่เคยลืมก็คือ หลอกตัวเอง แก้เคล็ดไว้ก่อน

          วิธีหลอกตัวเองแต่ละครั้งสามารถ พลิกแพลงไปตามสถานการณ์และ อารมณ์ แต่ดีที่สุดที่ลองใช้มาคือ คิดไปว่าเป็นเศรษฐีเพิ่งขายหุ้นร่ำรวยมา 73,000 ล้าน รวยล้นแต่ทน(ด้าน)เหลือหลาย ทนกระทั่งอดไม่ยอมควักกะตังค์ตามประสาเศรษฐียิ่งมากมียิ่งเหนียว …หนึบ(เกาะแน่น)…. ดูแล้ว ไม่ซื้อ "กูไม่ออก(ตังค์)" รับรอง..บาทเดียวก็ไม่กระเด็น!

        

 
25 วิธีมีความสุขกับสิ่งรอบตัว 1. คิดใหม่ ใช้ชีวิตราวกับว่าวันนี้เป็นวันสุดท้าย คนที่ป่วยหนักใกล้ตาย จะไม่ปล่อยเวลาให้สายเกินไปอีกแล้ว จะท่องเที่ยวไปในโลกกว้าง หรือติดต่อพบปะเพื่อนฝูง เราทุกคนก็ควรตระหนักว่าอาจไม่มี “พรุ่งนี้” ก็ได้

2. จดบันทึก เขียนเล่าเรื่องถึงสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นกับคุณทุกวัน การจดบันทึกช่วยแก้ปัญหาและขจัดเรื่องไม่ดีที่รกสมองออกไปได้ด้วย

3. มองในแง่มุมอื่นบ้าง ลองคิดว่าคุณอยากให้คนอื่นจดจำคุณในด้านใด หรือหากวันหนึ่งต้องเล่าเรื่องชีวิตตนเองให้หลาน ๆ ฟังคุณจะเล่าอะไร แล้วคุณพลาดการนัดกับเพื่อนเพื่อไปดูหนัง ตอนนี้คุณรู้สึกอย่างไรบ้างเมื่อมองย้อนกลับไป

4. อย่าให้เรื่องเล็กน้อยกวนใจ ไม่คุ้มหรอกที่จะหัวเสียกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง หากคนขับรถข้าง ๆ ไม่ยอมให้คุณเบียดเข้าเลน ก็ยิ้มและโบกมือให้เขาไปเลย

5. ทำงานยากให้เสร็จ ลงมือได้แล้ว อย่าผัดวันประกันพรุ่ง โอ้เอ้ไปก็มีแต่ทำให้หนักใจเหนื่อยกาย ไหน ๆ งานนี้ก็ต้องทำโดยไม่มีทางหลีกเลี่ยง ก็น่าจะทำให้เสร็จ ๆ ไปเลย

6. เลิกทำตัวจำเจ ชีวิตคงน่าเบื่อหากทำอะไรซ้ำซากทุกวันทุกสัปดาห์ เราน่าจะมีเรื่องแปลกใหม่มาทำให้หัวใจกระชุ่มกระช่วยบ้าง เปลี่ยนแปลงตัวเองด้านการแต่งกาย ทรงผม ทานอาหารรสชาดใหม่ๆ

7. อย่าเปรียบตัวเองกับคนอื่น ใครจะมีสระว่ายน้ำ บ้านหลังใหญ่ๆ รถหรูคันใหม่ ไม่ต้องสนใจ หากดูให้ดี ๆ คุณอาจพบว่าพวกเขาเหล่านั้นต้องทำงานสัปดาห์ละเจ็ดวัน ไม่มีเวลาเจอคนในบ้านหรือเพื่อนฝูง หรืออาจต้องผ่อนหนี้สินไปอีกหลายสิบปี

8. กำจัดข้าวของรกบ้าน เสื้อผ้า ของเล่น หนังสือเก่า ที่ไม่ใช้แล้ว ยกไปบริจาคเถิด ได้บุญกุศล

9. รู้จักเอ่ยคำว่า “ไม่” ไม่ต้องลงมือทำเองทุกเรื่องเพราะชีวิตคุณก็วุ่นวายพออยู่แล้ว

10. รดน้ำต้นรัก รักคู่ครองของคุณอย่างที่เขาเป็นที่ คุณคิดว่าเขาเปลี่ยนไปนั้นเป็นความจริงหรือ
ทุกอย่างเมื่อใช้งานไปได้ระยะหนึ่งก็ต้องบำรุงรักษาเป็นของธรรมดา ความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยาก็เช่นกัน ต้องมีการดูแลใจใส่กันบ้าง

11. อย่าให้ความคุ้นเคยกลายเป็นไม่ไว้หน้า หากคุณให้เกียรติเพื่อนหรือผู้อื่น คู่ครอง และคนในครอบครัว คุณก็ควรได้รับการปฏิบัติแบบเดียวกัน

12. มอบความรักให้คู่ครอง ครอบครัว และเพื่อน ๆ อย่าเขินที่จะบอกคนเหล่านี้ว่า คุณ “รัก” พวกเขาตรงไหน เมื่อเขาทำอะไรดี ๆ ก็กล่าวคำชื่นชมบ้าง คำชมเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่เคยทำร้ายใคร

13. อย่ารับปรับทุกข์ทุกเรื่อง หากปัญหาของเพื่อนเริ่มมีผลกระทบต่อตัวคุณก็ไม่ต้องฝืนทำตัวเป็นเสาหลักให้ เขาพิงอยู่เรื่อยไป ให้เพื่อนหัดแก้ปัญหาและก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยตัวเอง

14. ติดต่อเพื่อนเก่า ยังไม่สายเกินไปที่จะโทรศัพท์ ส่งอีเมล์ หรือเขียนจดหมายถึงเขา ส่ง SMS

15. บำรุงอารมณ์ด้วยสีเขียว ตัดดอกไม้สดจากสวน หรือตื่นแต่เช้าไปตลาดซื้อดอกไม้ ที่สดใสนำมาใส่แจกัน

16. ไปทะเลกันดีกว่า ทิวทัศน์กว้างไกล สายลม เกลียวคลื่น สองเท้าเปลือยเปล่าย่ำบนผืนทราย และแสงแดดลูบไล้แผ่นหลัง ไม่มีอะไรทำให้จิตใจเริงรื่นชื่นบานได้ดีกว่านี้อีกแล้ว

17. สร้างสรรค์ผลงาน จะเป็นภาพเขียน เย็บปักถักร้อย อบขนม จัดสวน หรืออะไรก็ได้

18. สูดอากาศบริสุทธิ์ ออกไปข้างนอกหรือเปิดหน้าต่างกว้าง ๆ สูดหายใจให้เต็มปอด คุณจะรู้สึกว่าอากาศเสียถูกขับออกจากตัว

19. ออกไปเดินเล่น การออกกำลังกายเบา ๆ จะช่วยเติมชีวิตชีวาให้คุณทั้งร่างกายและจิตใจ

20. ดูหนังตลกและหัวเราะให้สบายใจ

21. ย้ายเครื่องเรือนและของแต่งบ้าน หรืออาจทาสีห้องและผนังใหม่ด้วย

22. รอคอยสิ่งดี ๆ เช่น วันหยุดพักร้อน ออกท่องราตรีกับเพื่อนฝูง ไปดูหนัง ฟังเพลง หาร้านอาหารอร่อย ๆ ที่ไม่เคยไป รอโทรศัพท์จากคนรู้ใจ

23. ชวนเพื่อน/ คนรู้จัก หรือใครก็ได้ มากินมื้อค่ำ จัดห้อง โต๊ะอาหารที่บ้านให้แปลกไปจากเดิม เสริฟ์เครื่องดื่มค็อกเทล เปิดเพลงเสริมบรรยากาศ สนุกกับการเตรียมอาหาร ทุกคนจะปลาบปลื้มหากเห็นว่าคุณทุ่มสุดฝีมือ แล้วค่ำคืนนั้นก็จะครึกครื้น

24. ยิ้มไว้ ยิ้มเป็นโรคติดต่อ ไม่เชื่อลองยิ้มดูสิ

25. ทำให้คนอื่นมีความสุขบ้าง ทำเพื่อตัวเองมามากแล้วก็น่าจะทำเพื่อคนอื่นบ้าง  อาสาช่วยงานกุศล บริจาค พากันไปท่องเที่ยวหาความสุข หรือช่วยทำอะไรก็ได้ที่ทำให้คนอื่นมีความสุข เพียงเท่านี้
การใช้ชีวิตให้สุดคุ้มก็ไม่ยากอย่างที่คิด

 
  ในที่สุด … ผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 เมษา 49 …ก็ไม่ได้แก้ปัญหาอะไรให้กับประเทศชาติตามที่หลายๆคนคาดหวัง   …เพราะไม่ได้ทำให้เกิดความชอบธรรมอะไรขี้นมา  …แต่กลับกลายไปเป็น Catch 22 แห่งวิกฤตของประเทศมากขี้น …การมองไม่เห็นความสำคัญของโนโหวตและบัตรที่ประชาชนจงใจทำเสีย ได้เพิ่มปมปัญหาและได้เพิ่มความแตกแยกให้คนในชาติเพิ่มมากขี้นไปอีก …เมื่อตัวปัญหายังไม่ได้แก้ไขและนอกจากนั้นเจ้าตัวปัญหายังไม่มีจิตสำนึก ว่าต้นตอของปัญหานั้นมาจากตัวเขาเอง … แต่หาทางดิ้นไปเรื่อยๆ …ปัญหาก็ไม่มีวันจบสิ้นแม้ว่าเราจะเลือกตั้งมากี่ครั้งๆก็ตาม

คำ พูดของสี่เหลี่ยมที่ออกรายการทอล์คโชว์เมื่อคืนที่ผ่านมา …เป็นคำยืนยันว่าเขาชนะเลือกตั้ง … ถ้า"ออกแล้ว ได้อะไรขี้นมา?" …เขาถามอย่างหยันๆ … เหมือนคนที่ไม่รู้สำนึกว่าตัวเองทำอะไรผิด และไม่แคร์ว่าทำไมจึงมีคนต่อต้านเขามากมายขนาดนี้ เขารู้แต่เพียงว่ามีคนเลือกเขา 16 ล้านทำให้เขาเป็นผู้ชนะ …คะแนนโนโหวต บวกคะแนนที่ประชาชนจงใจที่จะทำให้เป็นบัตรเสียนั้นไม่ได้สะกิดต่อมสำนึกของ เขาแม้แต่น้อย และก่อนหน้านี้จะพูดว่า … "ผมไม่จำเป็นต้องเป็นนายกก็ได้ แต่ขอให้มีความสมานฉันท์เกิดขี้นในประเทศ ช่วยบอกหน่อยอะไรก็ได้" 

" ความสมานฉันท์ อีกแล้วเหรอ?" …ผู้เขียนถามตัวเอง …และหวังว่าทุกคนคงจำได้นะคะว่า "ความสมานฉันท์" ที่เขาเคยใช้มาแล้วเมื่อตอนถูกต่อต้านหนึ่งวันหลังจากที่เขาได้คะแนนมา 19 ล้านเสียงเมื่อตอนเลือกตั้งปีกว่าๆนั่นได้นะคะ …ว่าความสมานฉันท์ที่เขาเรียกร้องให้จัดตั้งนั้นไม่ได้มีความสำคัญกับเขา เลย? … เขาไม่เคยมีความจริงใจองค์กรที่เขาตั้งขี้นมานั้นแม้แต่น้อย นอกจากเอามาเป็นโล่ห์บังหน้า … และความสมานฉันท์หลังจากที่คะแนนเขาลดลงเหลือ 16 ล้านเสียงนี่น่ะก็คงไม่แตกต่างกันสักเท่าไหร่!!! …มันก็คงเป็นแค่ลมปากที่เขาชอบพ่นพล่อยๆออกมาโดยไม่มีความหมายอะไรเหมือน ทุกๆครั้งที่ผ่านมานั่นเอง …

ผู้เขียนจะบอกให้ก็ได้ถ้าเขาอยากรู้ …ว่าอะไรคือสิ่งที่จะทำให้ประเทศชาติกลับมามีความสมานฉันท์ดังเดิม … นั่นก็คือ …ให้เขาลาออก ไปเสีย …และยอมให้มีการตั้งกรรมการพิเศษขี้นมาสอบสวนความผิดที่เขาถูกกล่าวหาใน เรื่องการขายสมบัติชาติที่ยังค้างคาใจประชาชนเป็นจำนวนมากอย่างโปร่งใส ….และให้ศาลสถิตย์ยุติธรรมเป็นผู้ตัดสิน … คุณจะได้ไม่ต้องเป็นจำเลยของสังคมอยู่เช่นทุกวันนี้ …เพราะถ้าคุณไม่ผิดจริงแล้วคุณจะไปกลัวอะไร? … มันง่ายนิดเดียวถ้าคุณต้องการที่จะแก้ปัญหาอย่างจริงใจ

แต่ถ้าคุณ ไม่ยอมออก … พวกเราพันธมิตรฯก็จะต้องใช้สิทธิพื้นฐานส่วนตัวของประชาชนตามระบอบ ประชาธิปไตยที่จะออกไปต่อต้านคุณต่อไปอย่างสงบ ….เท่านั้นเอง …

คิมค่ะ ….

 

ธันวาคม 2017
พฤ อา
« พ.ย.    
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031

Blog Stats

  • 37,258 hits

Top Clicks

  • ไม่มี