คลังความรู้ by Suwit – PAD K

การเมืองใหม่ สังคมใหม่เป็นไปได้ กับวาระประชาชน

Posted on: มีนาคม 22, 2006

    เพื่อให้เกิดการปฏิรูปการเมืองตามเจตนารมย์ของรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ประชาชนควรร่วมผลักดันให้มีการแก้ไข ปรับปรุง และยกเลิกกฏหมายที่ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ และไม่เป็นธรรมต่อคนส่วนใหญ่ของประเทศ รวมทั้งผลักดันการตรากฎหมายลูกที่ให้หลักประกันด้านสิทธิมนุษยชน การมีส่วนร่วม และการกระจายอำนาจ แก้ประชาชน และท้องถิ่น ตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ

ประเด็นที่ต้องผลักดันเป็นพิเศษ
    * ทบทวนและหยุดการเปิดการค้าเสรี สนับสนุนการค้าที่เป็นธรรม และการพึ่งตนเองของประเทศ
     * หยุดการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ หันมาปรับปรุงและปฏิรูปรัฐวิสาหกิจอย่างจริงจัง ให้เอื้อต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
     * มุ่งผลักดันและพัฒนาระบบหลักประกันสิทธิขั้นพื้นฐาน เพราะระบบหลักประกันสิทธิขั้นพื้นฐาน จะสร้างความมั่นคงปลอดภัยให้แก่ชีวิตของประชาชนได้อย่างแท้จริง เช่น หลักประกันเรื่องการศึกษา ที่คำนึงถึงหลักความเท่าเทียมและลดความยากจน หลักประกันเรื่องการที่ดินทำกิน ที่มุ่งตอบสนองแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง เอื้อประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่ของประเทศ เกษตรกรรายย่อยมีที่ทำกิน สังคมเกิดความมั่นคงเรื่องอาหาร หลักประกันสุขภาพ ที่ให้หลักประกันแก่ชีวิตอย่างแท้จริง โดยถือว่า สุขภาพเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ที่ทุกคนมีสิทธิเข้าถึงไม่ว่าจนหรือรวย เป็นต้น
    ไม่สนับสนุนนโยบาย "ประชานิยม" ที่เป็นไปเพื่อแสวงหาคะแนนนิยม
    ประชาชนควรร่วมผลักดันให้พรรคการเมืองต่างๆ รับเอาข้อเสนอปฏิรูปการเมืองไปเป็นแนวทางในการกำหนดนโยบายบริหารและร่วมกัน ติดตามตรวจสอบบทบาทของรัฐบาลและพรรคการเมืองหลังเลือกตั้ง
    ประเด็นพื้นฐานสำคัญและเร่งด่วน ได้แก่ การปฏิรูปสื่อ การปฏิรูปที่ดิน การปฏิรูปเกษตรกรรมและการปฏิรูปการจัดการทรัพยากรทั้งระบบ การคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งจะมั่งไปสู่เส้นทาง "สังคมใหม่" ที่มีความเสมอภาคเป็นธรรม บนพื้นฐานของการพึ่งตนเอง และการพัฒนาอย่างยั่งยืน

สื่อมวลชน
    ผลักดันการปฏิรูปสื่อของรัฐให้มีความเป็นอิสระและเอื้อประโยชน์ต่อสาธารณะ รัฐต้องส่งเสริมการสร้างสรรค์สื่อวิทยุโทรทัศน์เพื่อการบริการสาธารณะ มากกว่ามุ่งเน้นผลประโยชน์เชิงธุรกิจการค้า รวมทั้งรัฐต้องส่งเสริมให้มีการใช้สื่อเพื่อการศึกษาอย่างบูรณาการ โดยมีแนวทางดังนี้
     * กำหนดสัดส่วนการจัดสรรคลื่นทรัพยากรความถี่อย่างมีดุลยภาพ ระหว่างรัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาชน กล่าวคือ ให้จัดสรรตามสัดส่วนเชิงโครงสร้าง ได้แก่ สื่อของรัฐเพื่อการบริการสาธารณะ 40% สื่อภาคธุรกิจเพื่อบริการธุรกิจ 40% และสื่อภาคประชาชนเพื่อการบริการชุมชน 20% ของคลื่นความถี่ที่มีอยู่
     * กำหนดสัดส่วนการถือหุ้นในสถานีวิทยุโทรทัศน์ที่เหมาะสม คือ ไม่เกินร้อยละ 10 และวางกติกาของระบบวิทยุโทรทัศน์ให้มีระบบที่โปร่งใส กระจายโอกาส มีความเป็นธรรม ลดการผูกขาดครอบงำ และส่งเสริมกลไกการตรวจสอบภาคประชาชน
     * กำหนดนโยบายที่เอื้อต่อการดำเนินงานของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและ กิจการโทรทัศน์แห่งชาติ (กสช.) ให้มีความเป็นอิสระอย่างแท้จริง รวมทั้งการสนับสนุนและส่งเสริมการรวมตัวของภาคประชาชนในการทำงานเคลื่อนไหว ตรวจสอบองค์กรของรัฐดังกล่าว
     * กำหนดนโยบายและแผนสนับสนุนให้เกิดสื่อภาคประชาชน สื่อทางเลือกทั้งในระดับชุมชน ท้องถิ่น และในระดับชาติ ให้ครอบคลุมความต้องการของประชาชนหลายกลุ่ม ตั้งแต่ที่อยู่บนยอดดอยสูง ลงมาถึงลุ่มน้ำไปจนถึงชายฝั่งทะเล เช่น วิทยุชุมชนของคนท้องถิ่น วิทยุของเด็กและเยาวชน วิทยุสำหรับคนพิการ วิทยุของเกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน คนจนเมือง ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้สูงอายุ ชาวไทยภูเขา องค์กรพัฒนาเอกชน องค์กรประชาชน ฯลฯ รัฐจำเป็นต้องส่งเสริมให้กลุ่มคนชายขอบ ผู้ไร้สิทธิ ไร้เสียง ไร้โอกาสได้มีช่องทางในการสื่อสาร เพื่อสร้างความเข้าใจกับสังคม

การจัดการทรัพยากร
    ผลักดันปฏิรูปโครงสร้างการจัดการทรัพยากร โดยการกระจายอำนาจการจัดการทรัพยากรป่าไม้สู่ท้องถิ่น  กระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม รับรองสิทธิชุมชนท้องถิ่นในการจัดการทรัพยากรน้ำ ทรัพยากรทางทะเล และทรัพยากรพันธุกรรม

ทรัพยากรป่าไม้
     * เร่งรัดผลักดันร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชน ซึ่งมีสาระรับรองสิทธิชุมชนท้องถิ่นในการจัดการป่าอย่างเร่งด่วน ทั้งป่าสงวน ฯ หรือ ป่าอนุรักษ์ เพื่อให้เกิดตัวอย่างรูปธรรมของความสำเร็จในการจัดการป่าชุมชนตามแนวทาง กฏหมาย
     * เร่งปรังปรุงกฎหมายป่าไม้ทั้ง 5 ฉบับ ให้รับรองสิทธิชุมชนท้องถิ่นในการจัดการป่า ตามแนวทางของรัฐธรรมนูญอย่างเร่งด่วน
     * เร่งสำรวจและรับรองสิทธิในที่อยู่อาศัยและที่ทำกินของชุมชนในเขตป่าอย่าง มั่นคง โดยมิใช่เป็นการให้เอกสารสิทธิรายปัจเจก แต่เป็นระบบสิทธิการจัดการร่วมของชุมชน บนฐานการจัดการเชิงนิเวศ
     * ปรับแนวเขตป่าอนุรักษ์ทั้งหมดให้ตรงกับสภาพความเป็นจริง คือ เป็นพื้นที่ที่มีป่าสมบูรณ์ ไม่ซ้อนทับกับพื้นที่อยู่อาศัยและทำกินของประชาชน
     *  สนับสนุนระบบวัฒนธรรม ความรู้ ระบบการผลิต และระบบเศรษฐกิจของชุมชนที่เอื้อต่อการจัดการป่าอย่างหลากหลายและยั่งยืน

ทรัพยากรที่ดิน
     * ผลักดันนโยบายกระจายการถือครองที่ดินให้เกิดความเป็นธรรมและมีการจัดการ ที่ดินอย่างยั่งยืน มาตรการคือ การวางแผนการใช้ที่ดิน การคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม จัดเก็บภาษีที่ดินตามแผนการใช้ที่ดินของชุมชน จัดเก็บภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้า
     * ผลักดันนโยบายปฏิรูปที่ดิน ซึ่งหมายรวมถึง การปฏิรูประบบเกษตรกรรม ( ดิน น้ำ ป่า ความหลากหลายทางชีวภาพ และระบบการผลิต) มาตรการคือ นำที่ดินทิ้งร้างและออกเอกสารสิทธิไม่ชอบด้วยกฎหมายมาปฏิรูปที่ดินให้แก่ เกษตรกรและคนจนไร้ที่ดินทำกิน ส่งเสริมเกษตรกรรมทางเลือก ส่งเสริมการศึกษาโดยสร้างกระบวนการเรียนรู้ พัฒนาองค์ความรู้จากรากเหง้าภูมิปัญญาท้องถิ่น
ทรัพยากรน้ำ
     * ยุติการทำการประมงด้วยเครื่องมือที่ทำลายทะเลและพันธุ์สัตว์น้ำ
     * จัดตั้งคณะกรรมการประมงประจำจังหวัดชายฝั่งทะเลโดยประชาชนมีส่วนร่วม เพื่อกำหนดเขตการใช้เครื่องมือประมงในทะเล กำหนดเงื่อนไขการทำประมง กำหนดเขตอนุรักษ์ ประเภทของสัตว์น้ำคุ้มครอง และดูปลาวางไข่ในแต่ละเขต ตลอดจนจัดทำแผนงานการอนุรักษ์ฟื้นฟูทะเลและทรัพยากรชายฝั่ง
      * ปฎิรูปนโยบายประมงและกฎหมายประมงโดยประชาชนมีส่วนร่วมให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ปี 2540
     * ทบทวนแผนการพัฒนาภาคใต้

ทรัพยากรพันธุกรรม
     * จัดตั้งองค์กรบริหารความหลากหลายทางชีวภาพระดับชาติ
     * แก้ไขและผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพ คือ ร่าพระราชบัญญัติป่าชุมชน กฏหมายความปลอดภัยทางชีวภาพ และกฎหมายคุ้มครองทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่น
     * สร้างกลไกให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างเป็นรูปธรรมในการบริหารความหลากหลาย ทางชีวภาพ เช่น การมีส่วนร่วมในระดับนโยบาย การสนับสนุนทรัพยากรในการทำงาน ฯลฯ

ระบบเกษตรกรรม
    ผลักดันการปฏิรูปแนวทางการพัฒนาเกษตรและการจัดการทรัพยากรโดยที่เกษตรกรและ ประชาชนจะต้องเป็นศูนย์กลาง ผ่านนโยบายแห่งชาติว่าด้วยเกษตรกรรมยั่งยืน ซึ่งมีรายละเอียดสำคัญดังต่อไปนี้
    * กำหนดเป้าหมายให้เกษตรกรรมยั่งยืนเป็นเกษตรกรรมกระแสหลักของประเทศ โดยวางเป้าหมายการสร้างระบบเกษตรกรรมยั่งยืนอย่างน้อยร้อยละ 50 ของพื้นที่ประเทศภายในอีก 10 ปีข้างหน้า
     * ปรับโครงสร้างการบริหารเพื่อรองรับการผลักดันนโยบายว่าด้วยเกษตรยั่งยืน โดยให้มีการตั้งองค์กรบริหารงานด้านเกษตรกรรมยั่งยืนขึ้น 4 ส่วนคือ  คณะกรรมการเกษตรกรรมยั่งยืนแห่งชาติ สถาบันวิจัยระบบเกษตรกรรมยั่งยืนซึ่งเป็นองค์กรรัฐที่เป็นอิสระ สถาบันพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืนซึ่งเป็นองค์กรในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสนับสนุนการดำเนินงานขององค์กรภาคประชาชน ที่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับเกษตรกรรมยั่งยืน ในลักษณะที่เป็นโครงการคู่ขนานกับการดำเนินงานของหน่วยงานรัฐ
    * สร้างหลักประกันในการเข้าถึง ใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน และมีส่วนร่วมในการจัดการที่ดิน แหล่งน้ำ ป่าไม้ และทรัพยากรชีวภาพ ไม่ว่าจะโดยการปฎิรูปที่ดิน การออกกฏหมายป่าชุมชน และการออกกฏหมายประมงพื้นบ้าน ฯลฯ
    * การพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพและเทคโนโลยีการเกษตรที่เหมาะสมกับประเทศ ในช่วงหนึ่งทศวรรษข้างหน้าประเทศไทยต้องตั้งเป้าหมายให้ประเทศเป็นเขตปลอด พืชและสัตว์ดัดแปลงพันธุกรรม เพื่อป้องกันผลกระทบจากเทคโนโลยีพันธุวิศวกรรมที่จะมาทำลายฐานระบบการผลิต ของประเทศ
     * การสร้างความเข้มแข็งของภาคการวิจัยสาธารณะและเกษตรกรในการพัฒนาศักยภาพของประเทศในการผลิตเมล็ดพันธุ์
     * จุดยืนของประเทศที่เกี่ยวข้องกับนโยบายระหว่างประเทศ คณะกรรมการเกษตรกรรมยั่งยืนแห่งชาติที่จะจัดตั้งขึ้น และองค์กรภาคประชาสังคมต้องมีบทบาทสำคัญในการเสนอแนะความคิดเห็น ตลอดจนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับข้อตกลงระหว่างประเทศ

การกระจายอำนาจ

    ผลักดันการใช้อำนาจองค์กรปกครองท้องถิ่น ม.290 ทั้งในส่วนที่ อปท. ต้องจัดการเอง และในส่วนที่รัฐส่วนกลางเข้าไปจัดการ จะต้องอยู่บนหลักการที่สำคัญ คือ
     1. อปท. ต้องรับฟังความเห็นขององค์กรชุมชนและผู้เกี่ยวข้อง โดยตรงหรือผู้ได้รับผลกระทบ
    2. กระบวนการตัดสินใจ ต้องมีส่วนร่วม คนนอกมีส่วนร่วมตรวจสอบได้

สิทธิในการเข้าถึงข้อมูล

    แก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตรา 58, 59 สิทธิในการได้รับข้อมูล คำชี้แจงจากหน่วยงานรัฐ ต้อง
    1. กำหนดข้อมูลด้านทรัพยากรสิ่งแวดล้อม เป็นข้อมูลสาธารณะ
     2. กำหนดสิทธิให้ชัดเจน มีสิทธิเข้าถึงข้อมูลสาธารณะประเทใดและวิธีการเข้าถึง
    3. กำหนดให้เป็นหน้าที่ของรัฐในการให้ข้อมูลกับประชาชน

สิทธิในการกำหนดนโยบายและการเสนอกฎหมาย

    แก้ไขกฏหมายลูกมาตรา 170 ให้ประชาชนสามารถเสนอกฎหมายได้โดยง่าย และมีส่วนร่วมในการผลักดันกฎหมาย ผู้นำในการเสนอกฎหมายเป็นกรรมาธิการจำนวนหนึ่งในสามโดยอัตโนมัติ รวมทั้งกฏหมายที่เสนอโดยประชาชนต้องมีระยะเวลาที่ชัดเจนในการออกมาเป็น กฎหมายที่บังคับใช้ได้ หรือแม้แต่สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ให้สามารถเสนอความเห็นเกี่ยวกับร่างกฎหมาย

สิทธิในการจัดตั้ง รวมตัว และเสริมความเข้มแข็งองค์กรประชาชน

     * ตามมาตรา 45 เพิ่มเติม ในหมวดแนวนโยบายแห่งรัฐ ให้กำหนดให้ชัดเจนรัฐมีหน้าที่ส่งเสริมสนับสนุนการจัดตั้งรวมตัว การศึกษา และงบประมาณแก่องค์กรประชาชน
     * พัฒนาและเสริมสร้างกลไกภาคประชาชนที่จะควบคุมการใช้อำนาจหลังเลือกตั้ง
     * ปรับปรุงจากกลไกที่มีอยู่แล้ว
    * พัฒนา และยกระดับสถานะของกลไกองค์กรประชาชนระดับจังหวัดเช่น ประชาคม
     * ส่งเสริมการรวมตัวอย่างเป็นอิสระของสหภาพแรงงานของแรงงานทั้งในระบบ และนอกระบบ

สร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ และการกระจายรายได้
    * ปฏิรูปโครงสร้างภาษี เก็บภาษีจากคนรวยในอัตราก้าวหน้า เช่น ภาษีมรดก ภาษีทรัพย์สิน ภาษีที่ดิน เป็นต้น
     * จัดสวัสดิการสังคม และการบริการสาธารณะโดยทั่วถึง และเท่าเทียม โดยกระบวนการบริหารจัดการที่ประชาชนทีส่วนร่วม (ม.43, ม.52)

การจัดการพลังงาน
    * การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ เช่น ลดโครงสร้างการผูกขาดในระบบพลังงาน ด้วยการจัดตั้งกลไกการกำกับดูแลที่เข้มแข็ง เป็นอิสระและมีกฏหมายรองรับ และลดบทบาทที่ซ้ำซ้อนขององค์กรด้านพลังงาน
     * พัฒนาพลังงานหมุนเวียน โดยมีกลไกเฉพาะที่แยกออกมาจากตลาดเชื้อเพลิงฟอสซิล

การพิจารณาโครงการขนาดใหญ่
    * ปฎิรูปกระบวนการพิจารณาโครงการขนาดใหญ่ ให้มีส่วนร่วม ความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และการกระจายอำนาจ
     * ปฏิรูปกระบวนการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมทั้งระบบ
     * ให้มีการวิเคราะห์ผลกระทบทางสุขภาพ ผลกระทบทางสังคมที่มีเนื้อหาครบถ้วนและถูกต้องตามหลักวิชาการ
    * จัดตั้งกองทุนคุ้มครองสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

มาตรการคุ้มครองผู้บริโภค ผลักดันองค์การอิสระผู้บริโภค
     ผลักดันให้มีการออกกฎหมายใหม่ที่บัญญัติเรื่อง "องค์การอิสระผู้บริโภค" ตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญมาตรา 57 เพื่อให้ทำหน้าที่ในการให้ความเห็นในการกำหนดนโยบาย กฎหมาย มาตรการเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค โดยจะต้องมีความเป็นอิสระในการดำเนินการและไม่ถูกแทรกแซงจากการเมือง ภาคธุรกิจเอกชน และระบบราชการ

โดย
คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป. อพช.)
กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (FTA Watch)
พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
มีนาคม 2549

Advertisements

10 Responses to "การเมืองใหม่ สังคมใหม่เป็นไปได้ กับวาระประชาชน"

ถ้าทำได้จะดีมาก คนไทยที่เสียผลประโยชน์จะรับได้?โดยเฉพาะนักการเมืองไทย.

อยากให้เป็นไปตามที่ต้องการครับแต่กลัวพวกที่คิดไม่ดีแฝงตัวเข้ามารับผลประโยชน์อย่างการเมืองเก่าเหลือเกิน เพราะถ้าเป็นไปตามแบบฉบับการเมืองใหม่คนไทยทุกคนมีความสุขครับ

ก็เมืองไทยเอากฎหมายไปเป็นรัฐธรรมนูญนิมันเลยแก้กันมั่วไม่รู้สักกี่ครั้งแล้ว ตายไปก็ไม่รู้กี่ศพ กับเรื่องรัฐธรรมนูญนิ แม่แบบกฎหมายอะไรมั่วจะตายลองทบทวนดูซิ มีวรรคหนึ่งบ้างวงเล็บสองบ้าง ไม่เท่าไหล่คงเอากฎกระทรวงไปไว้ในรัฐธรรมนูญด้วยมั่ง ไอ้ลายละเอียดทั้งหลาย เอาไปไว้เป็นกฎหมายไม่ดีกว่าหรือเอาแต่หัวข้อหลักๆหรือพูดง่ายๆคือโจรทย์นั่นแหละจะได้ไม่ต้องแก้ซำซากเช่น
มาตรา…..สมาชิกรัฐสภาสภาต้องมาจากการเลือกตั้งส่วนหนึ่งและมาจากนายก อบจ.โดยตำแหน่ง อีกส่วนหนึ่ง
ส่วนคุณสมบัติค่อยไปกำหนดในกฎหมายไม่ใช่ไปใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญ
หากกล่าวผิดไปขออภัยนักกฎหมายด้วยนะเพราะผมมันแค่ (ช่างโยธา)
แต่หากมีการแต่งตั้ง ส.ส.มารวมแล้วเชื่อผมเหอะนายทหารทั้งนั้นแหละขอเอา คอ เป็นประกันเลยครับ
สุดท้ายนี้ให้ท่านจำลองช่วยเดินไปที่แยกคอกหัวหน่อยนะครับแล้วช่วยไปถามวีรชนเดือน พฤษภาด้วย ว่าพวกเขาเดินไปขวางกระสุนปืนแทนท่านทำไม ไอ้ทรยศ อุดมการของท่านอยู่ตรงไหนช่วยบอกผมหน่อย

-เห็นด้วยอย่างครับควรร่มมือกันทุกฝ่ายผลักดันให้เป็นจริงโดยเร็ว ก่อชาติเราจะตกต่ำไปมากกว่านี้

การเมืองใหม่มีความสำคัญกับประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง แต่ที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันคือนักการเมืองใหม่ที่มีทัศนคติที่ดีและกว้างไกล มีคุณธรรม ศีลธรรมและจริยธรรมในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข
ดังนั้นเห็นควรว่าน่าจะมีโรงเรียนนักการเมืองโดยปลูกฝัง คุณธรรม ศีลธรรมและจริยธรรมในระบอบประชาธิปไตยอันมี
พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขตั้งแต่วัยเยาว์เพื่อผลิตบุคคลากรทางด้านนี้โดยเฉพาะ พร้อมๆกับค่อยๆตัดการถ่ายทอดอำนาจทางการเมืองและวงจรชีวิตนักการเมืองรุ่นเก่าที่เห็นแก่ประโยชน์ตนและพวกพ้องให้หมดไป
จากผืนแผ่นดินไทย

เห็นด้วยกับการเมิองใหม่ แต่ตอ้งมาจากเลือกตั้ง 100% เท่านั้นนะ ซิบอกให้

ตั้งแต่เปลี่ยนรัฐบาลใหม่อะไรก็ไม่แน่นอนไปหมดแม้กระทั่งโบนัสของข้าราชการยังไม่แน่นอนเลยไม่รู้จะได้หรือเปล่าถ้าไม้ได้ก็คงเศร้าเพราะเงินเดือนก็แทบจะไม่พอกินอยู่แล้ว

จากความเห็น โดย เดชาวัต เตียเจริญ — กันยายน 23, 2008 @ 1:18 pm

คิดเรื่องนี้มาตลอดเลย จึงเห็นด้วยกับความเห็นเรื่องการมี โรงเรียนนักการเมือง แต่ไม่อยากใช้คำว่า นักการเมือง มันเหมือน นักพนัน นักค้ายา ยังไงไม่รู้
เราควรใช้คำว่า ผู้แทนราษฎร นี่แหละ ดังคำที่ในหลวงทรงตรัสไว้ว่า พระองค์ทรง ทำราชการ รับใช้ประชาชน ไม่ใช่ ข้าราชการ
นักการเมืองก็ ต้องเป็น ผู้ทำงานการเมือง ไม่ใช่ เล่นการเมือง

จึงน่าจะใช้ชื่อโรงเรียนว่า “โรงเรียนผู้แทนราษฎร” หรือให้ดูดี “ สถาบันพัฒนาผู้แทนราษฎร”
ผู้ที่จะทำงานการเมือง ควรได้รับการอบรมเรียนรู้ พื้นฐานงานการเมือง เป็นอย่างน้อย และมีระยะเวลาพอสมควร
ต้องเป็นหลักสูตรที่มีความครบถ้วนในเนื้อหาที่ต้องการ ทั้งด้าน คุณภาพ คุณธรรม ความซื่อสัตย์
– ผู้ที่ไม่มีพื้นความรู้เลย ต้องผ่านโรงเรียนนี้ และมีการสอบรับคุณวุฒิ Ceritficate
– ผู้ที่มีการเรียนมาจากสถาบันอื่น นำมาเทียบวุฒิได้
– ผู้ที่มีประสบการณ์อายุงานในสาขาอาชีพที่กำหนดไว้ สามารถเทียบวุฒิได้
ส่วนผู้แทนเก่า หรือปัจจุบัน ต้องเอาเข้า โรงเรียนฟื้นฟูผู้แทนราษฎร ไปใช้สถานที่แถวรังสิตร่วมกับ โรงเรียนฟื้นฟูที่มีอยู่ก็ได้ จะได้มีบรรยากาศ

การที่จะตั้งโรงเรียน เพื่อปลูกฝัง เยาวชนคนรุ่นหลังนั้น ควรเป็นเพิ่มหลักสูตรในโรงเรียนทุกวันนี้จะดีกว่า
โดยเฉพาะ วิชาประวัติศาสตร์ วิชาศีลธรรม จริยธรรม วิชาการปกครองขั้นพื้นฐาน etc

ก่อนจะสร้างรากฐานการเมืองใหม่
ต้องทำให้ รากที่เน่านั้นหมดสิ้น
ถ้ายังปล่อย คนขายชาติ โกงแผ่นดิน
มาเกาะกิน คงเหนื่อยยากลำบากนาน

ด้วยแนวคิดตัวแทนใหม่ ที่โปร่งใส
ต้องสร้างให้การเมือง รุ่นลูกหลาน
ได้สำนึก เกียรติศักดิ์ศรี ยั่งยืนนาน
ขบวนการ โกงกิน ต้องสิ้นไป

จิตสำนึก อยู่เหนือขบวนการ
กิจการงานบ้านเมืองจะดีได้
รู้จักบาป บุญคุณโทษ ละอายใจ
รู้จักให้ เสียสละ ประพฤติดี

จรรยาบรรณ ตัวแทนประชาชน
ต้องฝึกฝนวางแนวทางอย่างถ้วนถี่
ต้องอบรม บ่มเพาะคุณความดี
ต้องให้มี ศรัทธาต่อจิตใจ

อย่าดูถูกหมู่มวลเหล่าชาวประชา
ใช้เงินตราซื้อหาเสียงมาได้
ใช้อำนาจอยู่เหนือปวงคนไทย
ถือเสียงใหญ่ ไร้คุณธรรม ย่ำยีคน …. คนไทยด้วยกัน

ผมคิดระบบการเมืองที่ทำให้เลิกแตกแยกกันมาแนะนำครับ..

==แนวคิดการเมืองใหม่ง่ายๆ ที่ทำได้จริง โดย jerasak: http://forum.serithai.net==

ข้อดีของระบบที่นำเสนอมีหลายข้อ เช่น
1. ระบบทั้งหมดสามารถเข้าใจได้ง่ายเพราะใกล้เคียงระบบเดิมเกือบ 100%
2. สามารถสลายการเผชิญหน้าของประชาชนชาวไทย ที่แตกแยก
แบ่งฝักฝ่ายทางการเมือง ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต ด้วยระบบ
ที่ทุกฝ่ายสามารถเข้าถึงและมีเหตุผลยอมรับได้
3. ทำได้จริงเพราะสาระสำคัญเป็นการเปลี่ยนแปลง “ธรรมเนียมปฏิบัติ”
ที่ก่อให้เกิดปัญหา ทำให้แก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
เพียงเล็กน้อย หรืออาจไม่ต้องแก้เลย
4. สามารถจัดตั้งรัฐบาลไ้ด้ทันทีที่รู้ผลเลือกตั้ง แต่ละพรรคไม่ต้องวิ่งต่อรอง
จับขั้วกันแบบเดิม เนื่องจากประชาชนเป็นผู้กำหนดโควต้ารัฐมนตรีมาตั้งแต่ต้น
5. รัฐบาล และสภาผู้แทนราษฎร มีเสถียรภาพสูง
มีโอกาสมากที่จะอยู่ครบวาระ 4 ปีเป็นปกติ

อ่านต่อได้ที่ลิงค์นี้ครับ ..

http://forum.serithai.net/index.php?topic=36897.0

มะมีอะไรไหม่เลย ไม่มีอะไรที่มันน่าประทับใจ ประเภทเหล้าเก่าในขวดไหม่(ผุฯ) น่าจะคิดอะไรที่มันดีกว่านี้ ประเภทเอาของเขามาแล้วปรับนิดๆหน่อยแล้วบอกว่าเป็นของตัวเอง ขอให้เลิกเหอะ มีความคิดที่เป็นของตัวเอง ให้ชัด เจน

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

มีนาคม 2006
พฤ อา
« ก.พ.   เม.ย. »
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031  

Blog Stats

  • 37,222 hits

Top Clicks

  • ไม่มี
%d bloggers like this: