คลังความรู้ by Suwit – PAD K

ทำงานอย่างไร จึงจะมีความสุข

Posted on: มีนาคม 20, 2006

  ถ้าเราสามารถจัดการกับความเครียดได้แล้ว ชีวิตการทำงานคงจะ Happy ขึ้น มีกำลังที่จะก้าวไปสู่ขั้นต่อไปได้ โดยทั่วไปแล้วความเครียดจากการทำงาน มักจะสัมพันธ์กับจุดหมายของคน ๆ นั้น ว่าตั้งอยู่ที่ใด สอดคล้องกับความจริงหรือไม่

  • คนที่ตั้งจุดหมายที่ตัวคน ที่ความต้องการของคน อันที่จริง งานทุกงานมีเป้าหมายของมันเอง เช่น เป็นหมอก็รักษาคน เป็นครูก็สอนนักเรียน ฯลฯ ตรงไปตรงมา แต่บางคนมีจุดหมายแอบแฝง (อย่างที่สมัยนี้เขาเรียกกันว่า ผลประโยชน์ทับซ้อน) ต้องการผลตอบแทนเป็นเงินทอง เกียรติยศ ฐานะความยิ่งใหญ่ การได้รับการยอมรับทางสังคม การตั้งเป้าแบบนี้ บางทีงานก็ไม่สำเร็จ เสียงาน เพราะใจจริงไม่ได้ต้องการให้งานเสร็จ ต้องการเอาแต่ประโยชน์ตัว ก็จะเกิดความเครียดในลักษณะที่เบื่องาน เลี่ยงงาน ไม่พึงพอใจถ้าตนเองไม่ได้รับผลประโยชน์ ผิดหวังได้ง่าย ยิ่งอยู่ในระดับสูงก็ยิ่งทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเดือดร้อน ก่อความทุกข์ให้กับคนอื่น ถ้าในระดับน้อย ๆ เช่น ทำงานแล้วเงินยังไม่มา ไม่ได้เลื่อนขั้น งานมากกว่าเงิน ฯลฯ ก็จะเกิดความทุกข์ ความเครียดในระดับเล็ก ๆ
  • สูงขึ้นมาอีกขั้น คือ คนที่ตั้งเป้าหมาย แรงจูงใจไว้ที่ตัวงาน ต้องการความสำเร็จของงาน เพื่อจุดหมายของงานแท้ ๆ ต้องการสร้างสรรค์ ทำประโยชน์เพื่อสังคม แม้แต่คนที่ตั้งใจดีแบบนี้ก็ยังเครียดได้ เพราะมีความเร่งรัด ห่วงกังวลว่างานจะไม่สำเร็จ กังวลว่าจะถูกนายตำหนิ หรือทำให้องค์กรไม่ประสบผลสำเร็จ เป็นความเครียดของคนที่ดีเกินไป แต่ก็เป็นความเครียดในระดับที่สูงกว่า มีประโยชน์ต่อสังคม และพัฒนาไปสู่ขั้นต่อไปได้ง่ายกว่า

     ตกลงทั้งสองทางก็ยังคงเครียดได้อยู่ แล้วทำอย่างไรจึงจะเครียดน้อยลงได้ และยังคงทำงาน เป็นประโยชน์ต่อชีวิตตัวเองและส่วนรวมได้ ลองสังเกตลักษณะของความเครียดทั้งสองกลุ่ม จะเห็นได้ว่าความเครียดนั้นสัมพันธ์กับความคาดหวังที่มีอยู่เดิม ถ้าอย่างนั้นก็ต้องอาศัยเอาตัวความเครียดนั้นเป็นบันไดไปสู่ความสุข สู่การพัฒนาตัวเอง เพราะความเครียดนั้นเกิดจากจิตใจบางส่วนที่ยังขาดการพัฒนา จึงเป็นโอกาสใช้ความเครียดเป็นบันไดที่จะลดความเห็นแก่ตัวลง อาศัยชีวิตการทำงานนั้นพัฒนาตัวเองโดยไม่ต้องไปที่วัดไหนเลย

     โดยเริ่มต้นจากตัวความเครียดนั่นละครับ ถ้าลองถามใจตัวเองดูก็พอจะเห็นได้ว่าความอยากลึก ๆ คืออะไร ขอเพียงแค่ตั้งใจ ตั้งท่าทีของจิตใจให้รู้เท่าทันตัวเองในขณะที่เริ่มจะเครียด คล้าย ๆ กับให้ถอดตัวเองบางส่วนออกมาเป็นผู้สังเกตใจของตัวเองว่ากำลังอยากได้อะไร ผลประโยชน์ของตัวเอง หรือมุ่งหวังกับงานมากเกินไป ทันทีที่รู้ทันจิตใจของตัวเอง โดยไม่ถูกความอยากครอบงำก็ถือว่าชนะไปเกินครึ่งแล้ว

     ต่อจากนั้นก็ทำงานต่อไปตามปกติ โดยยอมอดทนให้อะไร ๆ เป็นไปตามอย่างที่มันเป็นบ้าง เพราะว่าอันที่จริงโลกยังคงหมุนไป ปัจจัยต่าง ๆ ยังคงดำเนินต่อไป ตัวเราเป็นเพียงปัจจัยเกี่ยวข้องเล็ก ๆ ที่บังเอิญเข้ามามีส่วนด้วยเท่านั้น ให้ทำงานต่อไปด้วยความรู้สึกปลอดโปร่ง ว่าง ๆ เพราะอย่างไรก็ตาม งานนั้นคงต้องลงเอยด้วยอะไรสักอย่าง และโลกไม่แตก ไม่มีใครเป็นอะไรไปแน่ ๆ ถ้างานไม่เป็นอย่างที่หวัง  บางคนอาจจะแย้งขึ้นมาว่า แล้วค่าตอบแทนจะเป็นอย่างไร แล้วงานจะเสร็จหรือ แล้วเป้าหมายขององค์กรจะทำอย่างไร ค่าเช่าบ้าน ค่าผ่อนรถ ค่าอื่น ๆ … ผมก็ขอแนะนำให้กลับไปดูข้อแรกนะครับ ให้เห็นชัด ๆ อีกทีว่าความต้องการในใจคืออะไร

     ของแบบนี้ผมบอกแทนไม่ได้หรอกครับว่าทำแล้วจะดีอย่างไร จะอยู่รอดได้อย่างไร ใครอยากรู้ก็ต้องลองพิสูจน์ด้วยตัวเอง ลองปฏิบัติด้วยตัวเอง สิ่งที่เกิดขึ้นก็จะเป็นบทเรียน เป็นประสบการณ์เฉพาะของแต่ละคน เลียนแบบกันไม่ได้ ไม่ลอง…ไม่รู้

ที่มา นิตยสารชีวจิตฉบับที่ 179

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

มีนาคม 2006
พฤ อา
« ก.พ.   เม.ย. »
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031  

Blog Stats

  • 36,967 hits

Top Clicks

  • ไม่มี
%d bloggers like this: